ลักษณะทั่วไป
โรคปวดกล้ามเนื้อหลัง เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของอาการปวดหลัง พบได้ตั้งแต่วัยหนุ่ม
สาวเป็นต้นไป เป็นภาวะที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง และมักจะหายได้เอง แต่อาจเป็นๆ หาย ๆ
เรื้อรังได้
สาเหตุ
มักเกิดจากการทำงานก้ม ๆ เงย ๆ ยกของหนัก นั่ง ยืน นอน หรือยกของในท่าที่ไม่ถูกต้อง
ใส่รองเท้าส้นสูงมากเกินไป หรือนอนที่นอนนุ่มเกินไป ทำให้เกิดแรงกดตรงกล้ามเนื้อสันหลัง
ส่วนล่าง ซึ่งจะมีอาการเกร็งตัว ทำให้เกิดอาการปวดตรงกลางหลังส่วนล่าง คนที่อ้วน หรือ
หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ก็อาจมีอาการปวดหลังได้เช่นกัน
อาการ
ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดตรงกลางหลังส่วนล่าง (ตรงบริเวณกระเบนเหน็บ) ซึ่งอาจเกิดขึ้นเฉียบพลัน
หรือค่อยเป็นทีละน้อย อาการปวดอาจเป็นอยู่ตลอดเวลา หรือปวดเฉพาะในท่าบางท่า การไอ
จาม หรือบิดตัว เอี้ยวตัวอาจทำให้รู้สึกปวดมากขึ้น โดยทั่วไปผู้ป่วยจะแข็งแรงดี และไม่มี
อาการผิดปกติอื่น ๆร่วมด้วย
สิ่งตรวจพบมักตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร
การรักษา
1. สังเกตว่ามีสาเหตุจากอะไร แล้วแก้ไขเสีย เช่น ถ้าปวดหลังตอนตื่นนอน ก็อาจเกิดจากที่
นอนนุ่มไป หรือนอนเตียงสปริง ก็แก้ไขโดยนอนบนที่แข็งและเรียบแทนถ้าปวดหลังตอนเย็น
ก็มักจะเกิดจากการนั่งตัวงอตัวเอียง หรือใส่รองเท้าส้นสูง ก็พยายามนั่งให้ถูกท่า หรือเปลี่ยน
เป็นรองเท้าธรรมดาแทน ถ้าอ้วนไป ควรพยายามลดน้ำหนัก
2. ถ้ามีอาการปวดมาก ให้นอนหงายบนพื้น แล้วใช้เท้าพาดบนเก้าอี้ให้เข่างอเป็นมุมฉาก
สักครู่หนึ่งก็อาจทุเลาได้ หรือจะใช้ยาหม่อง หรือน้ำมันระกำทานวด หรือใช้น้ำอุ่นประคบก็ได้
ถ้าไม่หาย ก็ให้ยาแก้ปวด เช่น แอสไพริน, พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด จะกินควบกับ
ไดอะซีแพมขนาด 2 มก.ด้วยก็ได้
ถ้ายังไม่หาย อาจให้ยาคลายกล้ามเนื้อ เช่น เมโทคาร์บา มอล , คาริโซม่า ครั้งละ 1 เม็ด ซ้ำ
ได้ทุก 6-8 ชั่วโมง
ผู้ป่วยควรนอนที่นอนแข็ง และหมั่นฝึก กายบริหารให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง
3. ถ้าเป็นเรื้อรัง หรือมีอาการชาที่ขา หรือขาไม่มีแรง อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ควรแนะนำ ผู้ป่วยไป
โรงพยาบาล อาจ ต้องเอกซเรย์หลัง หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ และให้การรักษาตาม สาเหตุที่พบ
ข้อแนะนำ
อาการปวดหลังแบบนี้เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในหมู่ชาวไร่ชาวนา กรรมกรที่ทำงานหนัก และใน
หมู่คนที่ทำงานนั่งโต๊ะนาน ๆ ซึ่งมักจะเข้าใจผิดว่า เป็นอาการของโรคไต โรคกษัย และซื้อ
ยาชุด ยาแก้กษัย หรือยาแก้โรคไต กินอย่างผิด ๆ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เกิดโทษได้ ดังนั้น
จึงควรแนะนำชาวบ้านเข้าใจถึง สาเหตุของอาการปวดหลัง และควรใช้ยาเท่าที่จำเป็น
โดยทั่วไป การปวดหลังเนื่องจากกล้ามเนื้อมักจะปวดตรงกลางหลัง ส่วนโรคไตมักจะปวดที่สีข้าง
และอาจมีไข้สูง หนาวสั่น หรือปัสสาวะขุ่นหรือแดงร่วมด้วย
การป้องกัน
โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยระวังรักษาท่านั่ง ท่ายืน ท่ายกของ ให้ถูกต้อง หมั่นออกกำลัง
กล้ามเนื้อหลังเป็นประจำ และนอนบนที่นอนแข็ง
โรคปวดหลังป้องกันได้ไม่ยากBack pain
โรคปวดหลังพบได้บ่อยรองจากโรคปวดหัว เมื่อคุณอายุมากอาจ จะต้อง
เผชิญกับโรคนี้ คิดป้องกันตอนนี้จะได้ไม่เป็นโรคปวดหลัง
สาเหตุของการปวดหลังนั้นมีมากมาย ขึ้นกับอายุของผู้ป่วย ในวัยหนุ่มสาวหรือกลางคน
ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากการอักเสบของเอ็น และกล้ามเนื้อบริเวณสันหลัง อาจเกิดจากการ
จัดท่าทางของร่างกายไม่ถูกต้อง เช่น นั่งหลังงอ, เดินหลังโก่ง หรือยกของหนักผิดวิธี ฯลฯ
การรักษาจึงเป็นเพียงการรับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการอักเสบ แก้ปวด
การจัดท่าทางให้ถูกต้องและการบริหารกล้ามเนื้อเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง ก็จะเพียงพอ
ยังมีสาเหตุของการปวดหลังในวัยหนุ่มสาว และกลางคนที่พบได้ไม่น้อยเลยคือ
หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขา ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดหลังส่วนล่าง
ปวดตะโพก ส่วนใหญ่จะร้าวลงขา มีบางรายอาจจะไม่ร้าวลงถึงต้นขา แต่อาการปวดจะ
ยังคงอยู่แค่บริเวณตะโพกและหลังเท่านั้น ในรายเช่นนี้ อาการปวดมักจะเป็นมากขึ้น
เมื่อก้มหรือ ไอ , จาม และดีขึ้นเมื่อได้นอนราบ
ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่มีอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทนี้ สามารถวินิจฉัยได้จากการ
ซักถามประวัติและตรวจร่างกาย, มีการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาและการทำกายภาพบำบัด
ค่อนข้างดี มีบางส่วนเท่านั้นที่อาการไม่ดีขึ้น ซึ่งต้องได้รับการยืนยันการวินิจฉัยโรค ด้วยการ
เอ็กซเรย์พิเศษอาจจะเป็นการฉีดสีเข้าบริเวณไขสันหลัง (Myelogram) หรือการเอ็กซเรย์
คอมพิวเตอร์แม่เหล็ก (MRI) ก็ได้ เมื่อยืนยันการวินิจฉัยได้แล้ว ก็สามารถให้การรักษาในขั้น
ต่อไปได้ โดยอาจจะเป็นการฉีดยาเข้าบริเวณไขสันหลังหรือการผ่าตัดเอาหมอนรองกระดูกที่
ทับเส้นประสาทนั้นออก
ส่วนในวัยสูงอายุ อาการปวดหลังมักมีสาเหตุจากการเสื่อมสภาพของกระดูกสันหลัง
เช่นกระดูกสันหลังงอกดทับเส้นประสาท Go
Di
La
Wi
Ji
หรือมีการเคลื่อนตัวของข้อกระดูกสันหลังออกจาก
ตำแหน่งเดิม ซึ่งสามารถวินิจฉัยได้จากการซักประวัติ, ตรวจร่างกาย และเอ็กซเรย์
การรักษาเบื้องต้นก็ยังคงเป็นการรับประทานยา, ใส่เสื้อรัดเอว, ทำกายภาพบำบัดเสียก่อน
ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือเป็นมากขึ้น ก็อาจจะพิจารณาเรื่องการผ่าตัดรักษา
สาเหตุอื่นๆส่วนน้อย ที่ทำให้มีอาการปวดหลังได้ ก็คือ ปวดจากการร้าวของอวัยวะของ
ช่องท้อง เช่น นิ่วที่ไต, ตับอ่อนอักเสบ ฯลฯ ซึ่งพบไม่บ่อยนัก จากประวัติอาการปวด, ตรวจ
ร่างกาย, เอ็กซเรย์
รวมถึงการตรวจทางห้องทดลอง (เลือด, ปัสสาวะ) ก็สามารถให้การวินิจฉัยได้ถูกต้อง
พอสมควรอยู่แล้ว
สาเหตุ โรคปวดหลังนั้นมีมากมาย ได้แก่
โดยกำเนิด, อุบัติเหตุ, เนื้องอก, ติดเชื้อ, อักเสบ, โรคเมตาบอลิก, โรคในช่องท้อง, โรค
กระดูกสันหลังเสื่อม แต่สาเหตุที่เป็นกันมาก และ สามารถป้องกันรักษาได้ คือ โรคกระดูก
สันหลังเสื่อม น้ำหนักตัวมาก ท่าทางไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกายทำให้ลงพุง
เอวแอ่นมาก
คนที่ลงพุง น้ำหนักที่มากขึ้นคูณกับพุงที่ยื่นมาด้านหน้า ทำให้กล้ามเนื้อ หลังต้อง
ออกแรงดึง มากขึ้น การดึงเป็นเวลานานๆ ทำให้กระดูกสันหลัง เสื่อมเร็ว ทำให้ปวดหลังได้
ท่าทางที่ไม่เหมาะสม หลังจะค่อมทำให้เอวแอ่นมากขึ้น การที่เอว แอ่นมากขึ้น ทำให้ช่อง
ทางออก ของเส้นประสาท แคบลง เส้นประสาท ถูกเบียดมากขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ปวดหลัง
เอวแอ่นอยู่เป็นเวลานานๆ ทำให้ หมอนรองกระดูกรับน้ำหนักไม่สมดุลย์กัน จึงเกิดการเสื่อม
ของหมอนรอง กระดูก ซึ่งมีผลทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมตามมา
การรักษา ที่ดีที่สุด คือ ป้องกันสาเหตุ ได้แก่
1. ลดน้ำหนักตัว ไม่ใช่การอดอาหาร แต่เป็นการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่งดเว้นการกินอาหาร
ที่มีแคลอรี่สูง มากเกิน ความจำเป็น เช่น ดื่มน้ำหวาน
2. ท่าทางเหมาะสม
ท่ายืน ที่ถูกต้อง คือ แขม่วท้องอกผายไหล่ผึ่งเอวแอ่นน้อยที่สุด ถ้าต้องยืนเป็นเวลานานควรมี
ที่พักเท้า การยืนห่อไหล่พุงยื่น ทำให้เอวแอ่น มากปวดหลังได้
ท่านั่ง ที่ถูกต้อง สันหลังตรงพิงพนัก เก้าอี้สูงพอดี และควรมีที่พักแขน การนั่งห่างจากโต๊ะ
มากทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานมาก ที่นั่งที่เหมาะสม ที่สุดในการพักผ่อน ควรเอียง 60 องศา
จากแนวตั้ง มีส่วนหนุนหลัง มีที่วางแขน ทำด้วยวัสดุนุ่มแต่แน่น
ท่านั่งขับรถ ที่ถูกต้อง หลังพิงพนัก เข่างอเหนือระดับสะโพก การนั่งห่างเกินไป ทำให้เข่าต้อง
เหยียดออกกระดูกสันหลังตึง
ท่ายกของ ที่ถูกต้อง ควรย่อตัว ยกของให้ชิดตัว แล้วลุกด้วยกำลังขา การก้มลงหยิบของในลักษณะ
เข่าเหยียดตรง ทำให้ปวดหลังได้
ท่าถือของ ที่ถูกต้องควรให้ชิดตัวที่สุด การถือของห่างจากลำตัว ทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานหนัก
ปวดหลังได้
ท่าเข็นรถ ที่ถูกต้อง ควรดันไปข้างหน้า ออกแรงที่กล้ามท้อง การดึง ถอยหลังจะออกแรงที่กล้ามเนื้อ
หลังเป็นเหตุให้ปวดหลัง
ท่านอน ที่นอน ควรจะแน่น ยุบตัวน้อยที่สุด ไม่ควรใช้ฟูกฟองน้ำ หรือเตียงสปริง เพราะหลัง จะจม
อยู่ในแอ่ง ทำให้กระดูกสันหลังแอ่น มากปวดหลังได้
นอนคว่ำ จะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นมากที่สุด โดยเฉพาะระดับเอว ทำให้ปวดหลังได้
นอนหงาย ทำให้หลังแอ่นได้เล็กน้อย ควรใช้หมอนข้างใบใหญ่ หนุนใต้ โคนขา จะช่วยให้กระดูก
สันหลังไม่แอ่น
นอนตะแคง เป็นท่านอนที่ดี ควรให้ขาล่างเหยียดตรง ขาบนงอ สะโพก และเข่ากอดหมอนข้าง
3. การออกกำลังกาย
กระดูกสันหลังปกติรับน้ำหนักมากอาจหลุดได้ แต่นักกีฬายกน้ำหนัก ได้มาก เพราะมีกล้ามเนื้อท้อง
แข็งแรง เปรียบเสมือนมีลูกบอลคอยช่วย รับน้ำหนักไว้ การออกกำลังกายที่จำเป็นต้องทำเป็นประจำ
ปวดหลัง Back pain:
จาก หน่วยแนะแนวและปรึกษาปัญหาสุขภาพคลีนิค ผู้ป่วยนอก ออร์โทบิดิกส์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
จารุณี นันทวโนทยาน รวบรวม ร.ศ. นพ. วิเชียร เลาหเจริญสมบัติ ที่ปรีกษา
ปวดหลัง-ปวดเอว เป็นอาการที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน จากสถิติ มนุษย์ร้อยละ 80 เคยมี
ประสบการณ์การปวดหลัง-ปวดเอว อาการปวดจะแสดงได้ต่าง ๆ กัน บางท่านอาจปวดเฉพาะ
บริเวณหลังหรือกระเบนเหน็บ หรือบางท่านอาจปวดหลัง และร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง
สองข้างและมีอาการชาร่วมด้วยจนเดินไม่ได้ก็มี
หลังที่สมบูรณ์แข็งแรงจะยืดหยุ่นและไม่ปวดมีการทำงานของระบบโครงสร้าง คือ
กระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกกล้ามเนื้อและเอ็นอย่างเหมาะสม และปกป้องอันตรายไม่ให้เกิด
กับประสาทไขสันหลัง
สาเหตุอาการปวดหลัง
1.) การใช้กิริยาท่าทางต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันไม่ถูกต้อง
2.) ความเสื่อมของกระดูกและข้อจากวัยที่สูงขึ้น
3.) ขาดการออกกำลังกายหรือมีการเคลื่อนไหวที่จำกัด
4.) ความผิดปกติของกระดูกสันหลังแต่กำเนิด เช่น หลังคด หลังแอ่น
5.) การมีการอักเสบหรือติดเชื้อ เช่น วัณโรคของกระดูกสันหลัง
6.) การได้รับอุบัติเหตุ เช่น ตกจากที่สูง
7.) การมีเนื้องอกของประสาทไขสันหลังหรือมะเร็งที่แพร่กระจายมายังกระดูกสันหลัง
8.) อาการปวดร้าวมายังหลังจากโรคของอวัยวะในระบบอื่น ๆ เช่นนิ่วในไต เนื้องอกในอุ้งเชิงกราน
9.) ปัญหาที่ทำให้เกิดความตึงเครียด และความวิตกกังวลในชีวิต
การป้องกันอาการปวดหลัง
1.) เรียนรู้การใช้กิริยาท่าทางที่ถูกต้องในชีวิตประจำวัน
2.) หลีกเหลี่ยงการอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน
3.) หลีกเหลี่ยงการใช้แรงงานมาก ๆ และรู้ถึงขีดจำกัดกำลังของตัวเองในการยกของหนัก
4.) ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน ซึ่งทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวต้องรับน้ำหนักมาก โดย
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์สำหรับร่างกายให้ครบทุกประเภท
5.) บำรุงรักษาสุขภาพร่างกายทั่วไปให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ ร่วมกับการออกกำลังกาย
กลางแจ้ง เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ รำมวยจีน จะช่วยลดอาการปวดหลังจากการทำงาน
6.) ออกกำลังบริหารร่างกาย ป้องกันอาการปวดหลังอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ถึงแม้ในปัจจุบัน
ยังไม่มีอาการปวดหลัง
7.) ปรึกษาแพทย์และรับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มมีอาการ หรือสังเกตุเห็นความผิดปกติ
การบริหารร่างกายป้องกันอาการปวดหลัง
1. ประโยชน์
1.1 ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวไม่เกร็ง และแข็งแรงอยู่เสมอ
1.2 กระดูกและข้อเสื่อมช้าลง
2. หลักการ
2.1 เป็นการออกกำลังบริหารร่างกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หน้าท้อง หลัง
ตะโพก และต้นขา และเพื่อยึดกล้ามเนื้อด้านหลังของหลังและขา
2.2 ควรออกกำลังบริหารด้วยความตั้งใจ ทำช้า ๆ ไม่หักโหม บริหารอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
เช้า – เย็น และในแต่ละท่าการบริหารทำประมาณ 10 ครั้ง
2.3 ท่าบริหารท่าใดท่าที่ทำแล้วมีอาการปวดหลังมากขึ้น ให้งดทำในท่านั้น ๆ
3. ท่าการบริหารป้องกันอาการปวดหลัง
ท่าเตรียมบริหาร
นอนหงายบนที่ราบ ศรีษะหนุนหมอน ขาเหยียดตรง มือวางข้างลำตัว
ท่าที่ 1 ยืดกล้ามเนื้อด้านหลังของขา
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าข้างหนึ่งขึ้นและวางเท้าราบกับพื้น ส่วนขาอีกข้างหนึ่งเหยียดตรง
วางราบกับพื้น ยกขาที่เหยียดตรงนี้ขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่ยกได้ โดยแผ่นหลังแนบกับพื้นตลอดเวลา
ไม่เคลื่อนไหว แล้วจึงค่อย ๆ วางขานี้ลงราบกับพื้นเหมือนเดิม พักสักครู่ ทำประมาณ 10 ครั้ง
แล้วจึงสลับบริหารขากอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน
ท่าที่ 2 เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและตะโพก และลดความแอ่น
ของหลัง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าทั้งสองข้างขึ้น วางเท้าราบกับพื้น หายใจเข้าและออกช้า ๆ
พร้อมกับแขม่วหน้าท้อง กดหลังให้ติดแนบกับพื้น และเกร็งกล้ามเนื้อก้น [ขณะเกร็งกล้ามเนื้อก้น
ก้นจะยกลอยขึ้น] ทำค้างไว้นานนับ 1-5 หรือ 5 วินาที และจึงคล้าย พักสักครู่และทำใหม่ในลักษณะ
เดียวกัน 10 ครั้ง
ท่าที่ 3 ยืดกล้ามเนื้อหลัง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าทั้งสองข้างเอามือกอดเข่าเข้ามาให้ชิดอก และยกศรีษะเข้ามา
ให้คางชิดเข่า ทำค้างไว้นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ และเริ่มบริหารใหม่ในลักษณะ
เดียวกัน ทำประมาณ 10 ครั้ง
ท่าที่ 4 ยืดกล้ามเนื้อตะโพก
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร เอามือกอดเข่าข้างหนึ่งเข้ามาให้ชิดอก พร้อมกับขาอีกข้างเหยียดตรง
เกร็งแนบกับพื้น ทำค้างไว้นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึง
สลับบริหารขาอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน
ท่าที่ 5 ยืดกล้ามเนื้อสีข้าง
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าข้างหนึ่งขึ้นหันเข้าด้านในของลำตัว พร้อมกับใช้สันเท้า
ของอีกขาหนึ่งกอดเข่าที่ตั้งให้ติดพื้น โดยที่ไหล่ทั้งสองข้างติดพื้นตลอดเวลา ทำค้างไว้
นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ และเริ่มบริหารใหม่ ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึงสลับ
บริหารขาอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน
สรุป
อาการปวดหลังสามารถป้องกันได้ในบางสาเหตุ ร่วมกับการบริหารร่างกายป้องกันอาการ
ปวดหลัง การรักษาในบางสาเหตุได้ผลมากน้อยเพียงไร ขึ้นกับปัจจัยส่งเสริมหลาย ๆ ประการ
การรักษาที่ถูกวิธีกับแพทย์เป็นสิ่งดีที่สุดสำหรับท่าน ขอให้ท่านมีสุขภาพหลังที่แข็งแรงอยู่เสมอ
Tuesday, August 11, 2015
โรค ปลายประสาทอักเสบ... โรคฮิตของคนทำงาน
มีเพื่อนรุ่นน้อง(ผู้หญิง)คนหนึ่งทำงานด้านบัญชี และงานของเธอก็ใช้คอมพิวเตอร์มานานประมาณ 7 ปีเมื่อหลายเดือนก่อนเธอเกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออย่างมากแต่ก็ไม่เอะใจเพราะคิดว่าคงนั่งทงานอยู่หน้าคอมมากเกินไปเธอก็ไปนวด(แผนโบราณค่ะ) เพื่อให้เส้นสายมันคลายความตึงเครียด
นวดทีก็สบายทีผ่านไป 3 เดือน อาการปวดเมื่อยก็ยังเป็นๆหายๆและปวดเมื่อยมากขึ้นชาตามปลายนิ้ว และแขนย่างเข้าเดือนที่ 4 ปรากฏว่าเริ่มชามากขึ้น นานขึ้นและแล้วคืนวันหนึ่งขณะที่กำลังลุกขึ้นจากเตียงปรากฏว่าทรงตัวไม่ได้ มันอ่อนปวกเปียกไปหมด ปวดหัวอยากอาเจียนอ่านอะไรกว่าจะสะกดตัวหนังสือได้ก็นาน บวกเลขก็ช้าลงจึงกลับไปพบหมออีกคุณหมอสงสัยจึงซักประวัติชีวิตประจำวันอย่างละเอียดแล้วขอทำสแกน MRI ( ไม่แน่ใจว่าจำถูกหรือเปล่า)พบว่าปลายประสาทอักเสบอย่างรุนแรงเลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง , น้ำในไขสันหลัง ข้อที่ 4 และ 5 ไม่มีคุณหมอให้ยามาทานผ่านไป 2 อาทิตย์ Bu Fo Mi Oa Tu อาการชาหายไปแต่ยังปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออยู่มาก จึงไปพบหมอกระดูที่ รพ.คุณหมอกระดูก ตรวจและซักประวัติก็บอกว่าไม่ต้องทำอะไรนอกจากออกกำลังกายด้วยการเดินวันละครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อยเพราะมันอักเสบอย่างรุนแรงไปแล้วคงไม่กลับมาดีดังเดิมแน่ถ้ามาช้า มันจะชาไปทั้งแขนขา ปัสสาวะไม่ได้เลยทีเดียวสาเหตุมีเยอะแยะ เช่น ทำงานหนัก เครียดสาวออฟฟิศเป็นกันมากแต่ไม่ใช่จากการเครียดแต่เป็นเพราะนั่งทำงานในท่าทีไม่ถูกต้องเป็นเวลานานๆในแต่ละวันเพื่อน ๆ พี่ ๆ ระวังนะคะ..แต่ที่แน่ ๆ เป็นเพราะเครียด บวกกับการนั่งหน้า Computer นาน ๆไม่ได้พักค่ะ...จึงเกิดอาการเกร็งที่เริ่มมาจากคอ..ลงไปที่ไหล่...ลงไปที่กระดูกสันหลัง..และจะปวดเอว...ขอให้ทุกท่านพยายามลุกขึ้นจากเก้าอี้..และพยายามอย่าเครียดกับงานที่ทำอยู่นะคะ..มันไม่ดีต่อสุขภาพค่ะ...มีคนบอกว่าการทำงาน อย่าให้งานกินเรา มากกว่าเงินเดือนที่เราเอาไว้กินนะคะ..เป็นห่วงทุกคนค่ะ...
มหันตภัยกล่องโฟม
กล่องโฟมที่ร้านค้าเอามาใช้เค้าจะแกะจากถุงพลาสติกใหญ่ (กล่องโฟมจะเรียงซ้อนกันเป็นแถวๆ) แล้วหยิบใช้ใส่อาหารขายไม่มีการเช็ดล้างก่อน
เคยลองเอามือลูบดูกล่องโฟมใหม่ที่เพิ่งแกะจากถุงจะมีฝุ่นโฟมติดอยู่คิดว่าน่าจะมาจากการตัดโฟมจากโรงงาน
หลายคนคงจะรู้จัก โรคด่างขาว บางคนเรียกโรคสะเก็ดขาว มันก็โรคมะเร็งผิวหนังดีๆ นี่เอง เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมเจอเพื่อนรุ่นพี่ที่ไม่ได้พบกันมานานหลายปี (เมื่อก่อนดื่ม เที่ยวด้วยกันเป็นประจำ) ก็เลยลงไปสนทนาปราศรัยในฐานะเพื่อนรุ่นพี่ที่เคารพรักและไม่ได้พบปะกันมานาน สอบถามสารทุกข์สุขดิบกันตามประสา
พี่คนนี้ลักษณะแกคล้ายๆ อี๊ด วงฟลาย แต่หน้าตาดีกว่า ลักษณะแบบนี้คงนึกออกนะว่าเป็นยังไง แต่พอคุย จ้องหน้ากันมากๆ แกก็อายๆ อยู่บ้าง เพราะไม่เจอนานหลายปี
แต่ตอนนี้แกเป็นโรคด่างขาว ขึ้นทั้งปาก ทั้งศีรษะ กระทั่งมือ เต็มไปหมด
แกเล่าให้ฟังว่า เวลารับประทานอาหารทุกมื้อ ลูกน้องจะเป็นผู้ไปซื้ออาหารมาให้
คือพี่แกเป็นคนรับประทานอะไรง่ายๆ อาหารทุกอย่างจะใส่กล่องโฟมมาตลอด
แกบอกรับประทานอาหารที่ใส่กล่องโฟมแบบนี้ทุกมื้อเป็นเวลาประมาณ 2 ปี
เท่านั้นแหละ โรคด่างขาวมันอาละวาด ลุกลามเต็มตัว และรวดเร็วมาก ทุกวันนี้ต้องไปโรงพยาบาลศิริราช
แพทย์จะให้ยามาทาหลอดหนึ่งราคา 1,800.- บาท รักษามา 6 เดือนแล้ว ตอนนี้ดีขึ้นมาก
ตั้งแต่นั้นมา แกบอกว่า เวลาลูกน้องไปซื้ออาหาร ห้ามใส่กล่องโฟมโดยเด็ดขาด ให้ใส่ถุงพลาสติคเพียงอย่างเดียว
ซึ่งแพทย์บอกว่า ถุงพลาสติคยังไม่ค่อยอันตรายเท่าไร เพราะกล่องโฟมเวลาโดนอาหารร้อนๆ จะมีสารชนิดหนึ่งละลายออกมา
อยู่ในอาหารในกล่อง พอเรารับประทานเข้าไปมากๆ ก็จะเป็นผลเสียต่อร่างกาย
นวดทีก็สบายทีผ่านไป 3 เดือน อาการปวดเมื่อยก็ยังเป็นๆหายๆและปวดเมื่อยมากขึ้นชาตามปลายนิ้ว และแขนย่างเข้าเดือนที่ 4 ปรากฏว่าเริ่มชามากขึ้น นานขึ้นและแล้วคืนวันหนึ่งขณะที่กำลังลุกขึ้นจากเตียงปรากฏว่าทรงตัวไม่ได้ มันอ่อนปวกเปียกไปหมด ปวดหัวอยากอาเจียนอ่านอะไรกว่าจะสะกดตัวหนังสือได้ก็นาน บวกเลขก็ช้าลงจึงกลับไปพบหมออีกคุณหมอสงสัยจึงซักประวัติชีวิตประจำวันอย่างละเอียดแล้วขอทำสแกน MRI ( ไม่แน่ใจว่าจำถูกหรือเปล่า)พบว่าปลายประสาทอักเสบอย่างรุนแรงเลือดไม่ไปเลี้ยงสมอง , น้ำในไขสันหลัง ข้อที่ 4 และ 5 ไม่มีคุณหมอให้ยามาทานผ่านไป 2 อาทิตย์ Bu Fo Mi Oa Tu อาการชาหายไปแต่ยังปวดเมื่อยกล้ามเนื้ออยู่มาก จึงไปพบหมอกระดูที่ รพ.คุณหมอกระดูก ตรวจและซักประวัติก็บอกว่าไม่ต้องทำอะไรนอกจากออกกำลังกายด้วยการเดินวันละครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อยเพราะมันอักเสบอย่างรุนแรงไปแล้วคงไม่กลับมาดีดังเดิมแน่ถ้ามาช้า มันจะชาไปทั้งแขนขา ปัสสาวะไม่ได้เลยทีเดียวสาเหตุมีเยอะแยะ เช่น ทำงานหนัก เครียดสาวออฟฟิศเป็นกันมากแต่ไม่ใช่จากการเครียดแต่เป็นเพราะนั่งทำงานในท่าทีไม่ถูกต้องเป็นเวลานานๆในแต่ละวันเพื่อน ๆ พี่ ๆ ระวังนะคะ..แต่ที่แน่ ๆ เป็นเพราะเครียด บวกกับการนั่งหน้า Computer นาน ๆไม่ได้พักค่ะ...จึงเกิดอาการเกร็งที่เริ่มมาจากคอ..ลงไปที่ไหล่...ลงไปที่กระดูกสันหลัง..และจะปวดเอว...ขอให้ทุกท่านพยายามลุกขึ้นจากเก้าอี้..และพยายามอย่าเครียดกับงานที่ทำอยู่นะคะ..มันไม่ดีต่อสุขภาพค่ะ...มีคนบอกว่าการทำงาน อย่าให้งานกินเรา มากกว่าเงินเดือนที่เราเอาไว้กินนะคะ..เป็นห่วงทุกคนค่ะ...
มหันตภัยกล่องโฟม
กล่องโฟมที่ร้านค้าเอามาใช้เค้าจะแกะจากถุงพลาสติกใหญ่ (กล่องโฟมจะเรียงซ้อนกันเป็นแถวๆ) แล้วหยิบใช้ใส่อาหารขายไม่มีการเช็ดล้างก่อน
เคยลองเอามือลูบดูกล่องโฟมใหม่ที่เพิ่งแกะจากถุงจะมีฝุ่นโฟมติดอยู่คิดว่าน่าจะมาจากการตัดโฟมจากโรงงาน
หลายคนคงจะรู้จัก โรคด่างขาว บางคนเรียกโรคสะเก็ดขาว มันก็โรคมะเร็งผิวหนังดีๆ นี่เอง เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมเจอเพื่อนรุ่นพี่ที่ไม่ได้พบกันมานานหลายปี (เมื่อก่อนดื่ม เที่ยวด้วยกันเป็นประจำ) ก็เลยลงไปสนทนาปราศรัยในฐานะเพื่อนรุ่นพี่ที่เคารพรักและไม่ได้พบปะกันมานาน สอบถามสารทุกข์สุขดิบกันตามประสา
พี่คนนี้ลักษณะแกคล้ายๆ อี๊ด วงฟลาย แต่หน้าตาดีกว่า ลักษณะแบบนี้คงนึกออกนะว่าเป็นยังไง แต่พอคุย จ้องหน้ากันมากๆ แกก็อายๆ อยู่บ้าง เพราะไม่เจอนานหลายปี
แต่ตอนนี้แกเป็นโรคด่างขาว ขึ้นทั้งปาก ทั้งศีรษะ กระทั่งมือ เต็มไปหมด
แกเล่าให้ฟังว่า เวลารับประทานอาหารทุกมื้อ ลูกน้องจะเป็นผู้ไปซื้ออาหารมาให้
คือพี่แกเป็นคนรับประทานอะไรง่ายๆ อาหารทุกอย่างจะใส่กล่องโฟมมาตลอด
แกบอกรับประทานอาหารที่ใส่กล่องโฟมแบบนี้ทุกมื้อเป็นเวลาประมาณ 2 ปี
เท่านั้นแหละ โรคด่างขาวมันอาละวาด ลุกลามเต็มตัว และรวดเร็วมาก ทุกวันนี้ต้องไปโรงพยาบาลศิริราช
แพทย์จะให้ยามาทาหลอดหนึ่งราคา 1,800.- บาท รักษามา 6 เดือนแล้ว ตอนนี้ดีขึ้นมาก
ตั้งแต่นั้นมา แกบอกว่า เวลาลูกน้องไปซื้ออาหาร ห้ามใส่กล่องโฟมโดยเด็ดขาด ให้ใส่ถุงพลาสติคเพียงอย่างเดียว
ซึ่งแพทย์บอกว่า ถุงพลาสติคยังไม่ค่อยอันตรายเท่าไร เพราะกล่องโฟมเวลาโดนอาหารร้อนๆ จะมีสารชนิดหนึ่งละลายออกมา
อยู่ในอาหารในกล่อง พอเรารับประทานเข้าไปมากๆ ก็จะเป็นผลเสียต่อร่างกาย
ลูกชิ้นปลาเรืองแสง สุดอร่อย แต่ไม่รับรองสุขภาพ
เพื่อนส่งมาให้ เห็นว่า มีประโยชน์กับคนที่ชอบทาน ลูกชิ้นปลา ให้ทดสอบซื้อกลับบ้านก่อนนะคะ ถ้าอร่อยไม่เรืองแสง ให้บอกชื่อร้านและแผนที่ด้วย จะรีบไปทาน แต่คงต้องซื้อกลับมาตรวจก่อน ก่อนจะเป็นขาประจำ เรื่องจริงจากประสบการณ์สาวออฟฟิต คนที่ชอบทานลูกชิ้นปลาต้องอ่านจะค่ะ ดิฉันทำงานแถว ราษฎร์บูรณะ คนแถวนี้ส่วนใหญ่คงเคยไปทานลูกชิ้นปลาชื่อดัง แล้ว ดิฉันก็เป็นคนหนึ่งที่ได้ลองมา 2-3ครั้งแล้วซึ่งยอมรับว่า ประทับใจอร่อยมาก ถึงแม้ราคาจะแพงไปสักหน่อยบังเอิญวันนี้ทานแล้วอยากซื้อกลับไปทานที่บ้านด้วย จึงซื้อลูกชิ้นกลับบ้านคนละครึ่งกิโลกรัมกับเพื่อนอีก 2 คน(กิโลละ 180 บาท)พอถึงบ้าน ถือถุงลูกชิ้นเข้าบ้าน
โดยยังไม่เปิดไฟในบ้าน....ไสยศาสตร์มีจริง ตกใจมาก ลูกชิ้นเปลี่ยนไป กลายเป็นลูกชิ้น บางเพลง คือเรืองแสงเหมือนนีออนหลอดไฟ จึงรีบโทรให้เพื่อนที่ซื้อลูกชิ้นไปเหมือนกันทดสอบดู .... โป๊ะเชะได้ผลเหมือนกันเลยจริง ๆ แล้วเป็นวิทยาศาสตร์ค่ะ คือลูกชิ้นใส่สารเรืองแสงสารฟอกขาวเพื่อให้ลูกชิ้นขาวน่ากิน แต่อันตรายมากเลยไม่ต้องเชื่อก็ได้ค่ะ แต่อยากให้ลองทดสอบดู สารเรืองแสงหากมนุษย์บริโภคเข้าไป จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรค และยังเป็นตัวเร่งกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเติบโตเร็วขึ้นรวดเร็ว ก็ลองเชิญมาท้าพิสูจน์ดูก็ดีค่ะ แต่ก็อาจทำให้ต้องอดกินลูกชิ้นร้านนี้อีกก็ได้
ปัญหาเด็กติดเกมส์ แล้วไม่ยอมไปเรียนหนังสือ ปัญหาระดับชาติ
ดิฉันมีประสพการณ์ ที่ลูกตัวเอง ติดเกมส์ ไม่ยอมไปเรียนหนังสือ หลังจากประสพปัญหา จึงได้ศึกษา สอบถามเพื่อน ญาติ คนรู้จัก จึงทราบว่า แทบทุกคนจะประสพปัญหาเรื่องลูกติดเกมส์ จากที่ศึกษาเอง และ ถามจิตแพทย์ รวมถึงคนมีประสพการณ์ ขอสรุป พฤติกรรม ของเด็กติดเกมส์ ได้ดังนี้
เด็กจะเริ่มมีปัญหามากเมื่อเรียน ม .1-3 เพราะ เริ่มเป็น วัยรุ่น มีความคิดเป็นของตนเอง ฮอโมน ในตัวเองเปลี่ยนแปลง ร่างกายเปลี่ยนแปลงจะเป็นผุ้ใหญ่
เด็ก จะชอบอยู่คนเดียว เก็บตัว พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงจาก ที่เป็นเด็กน่ารัก ว่านอนชอบง่าย จะก้าวร้าว ไม่ค่อยยาก จะพูดจากับพ่อ แม่ ญาติพี่น้อง
วันๆ เอาแต่ เล่นเกมส์ ที่รุนแรง
ไม่สนใจเรียน ไม่ทำการบ้าน ไม่ทำงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งเป็นปัญหา หลักที่ทำให้ไม่ยอมไปเรียนหนังสือ
หมอจิตวิทยา เขาว่า เด็กที่ติดเกมส์ มากๆ ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมั่นใจตนเอง รู้สึกว่า ตนเองจะแพ้ อยู่เรื่อยไปในชีวิตจริง จึงจะพยายามเอาชนะ ในเกมส์ที่เล่น แต่สุดท้ายจะทำให้อนาคต ดับวูบ เพราะ มีหลายคน ออกจากโรงเรียน เนื่องจาก สอบตก หรือถูกให้ออก หลายคนกลับตัวได้แต่ต้องเสียเวลาเรียนซ้ำชั้น
มีคนแนะนำวิธี ป้องกันแก้ไข ดังนี้
เอาใจใส่ ลูกที่กำลังจะเป็นวัยรุ่นมาก ให้ความรัก ให้เวลามาก Sh Al La Fo Am อย่าบังคับ อธิบายด้วยเหตุผลเพราะ เขาโตแล้ว เขาจะเชื่อเพื่อนมากกว่าเรา
หมั่น ตรวจงาน การบ้าน แบบ อ้อมๆ อย่าให้เขารู้ตัว เพื่อมั่นใจว่า เขา ยังทำการบ้านงานที่ได้มอบหมายจากครู เป็นปกติ ถ้า ไม่ทำ จะเป็นต้นเหตุของปัญหา ไม่ยอมไปโรงเรียน ต้องตรวจสอบผลการสอบด้วย ถ้าตกต่ำผิดปกติ ต้องหาสาเหตุ อาจจะเกิดจากการติดเกมส์จนไม่สนใจเรียน ต้องรีบแก้ไข
ให้เล่นเกมส์เป็นเวลา อย่า บังคับโดยไม่ให้เล่น เพราะ จะถูกต่อต้าน
สอบถามปัญหา ต่างๆ ว่า มีปัญหาอะไรไหม บอกเขาว่าพ่อแม่ ช่วยได้นะ
พยายามร่วมกิจกรรมกับโรงเรียน โทรหา ครู ประจำชั้น สอบถามความก้าวหน้า ปัญหาของลูกเรา ถ้ามีปัญหา เพื่อนแกล้ง กลัวครูบางคน ส่งงานไม่ทัน ไม่สุงสิงกับเพื่อน ต้องแก้ไขด่วน
ถ้ามีปัญหา ควร ไปปรึกษา ครูประจำชั้น ครูแนะแนว มีปัญหามาก ต้องหาไปปรึกษาจิตแพทย์ หา ปมปัญหา เพราะ ถ้าปล่อยไว้ เด็กจะมีปัญหามาก บางคน ทำร้าย พ่อแม่ พี่น้อง ญาติหรือ บุคคลอื่น ได้
มีหลายคนแนะนำการแก้ปัญหาที่ได้ผลอาทิ
ให้พักการเรียน หางานประจำที่ลำบากให้ทำ เด็กจะเรียนรู้จากชีวิตจริงและอยากกลับไปเรียน และเล่นเกมส์น้อยลง
หางานอดิเรก ให้ทำ เช่น เลี้ยงสัตว์ ปลุกต้นไม้ เขาจะเล่นเกมสืน้อยลง
พาไปวัดทำสมาธิ ซึ่งดีมาก เด็กจะมีสมาธิในการเรียน อาจเลิกเล่นเกมส์เลย
ใคร มีประสพการณ์ ปัญหา วิธีแก้ ช่วย แนะนำ ด้วยนะคะ ปัญหา เด็กติดเกมส์ไม่ไปเรียนหนังสือ เป็นปัญหา ใหญ่ ที่ทำให้พ่อแม่ ทุกข์ ทรมานมาก เป็นปัญหาระดับชาติเพราะ ประเทศเราต้องสูญเสีย เยาวชน ที่จะเป็นกำลังของชาติ ในอนาคต
โดยยังไม่เปิดไฟในบ้าน....ไสยศาสตร์มีจริง ตกใจมาก ลูกชิ้นเปลี่ยนไป กลายเป็นลูกชิ้น บางเพลง คือเรืองแสงเหมือนนีออนหลอดไฟ จึงรีบโทรให้เพื่อนที่ซื้อลูกชิ้นไปเหมือนกันทดสอบดู .... โป๊ะเชะได้ผลเหมือนกันเลยจริง ๆ แล้วเป็นวิทยาศาสตร์ค่ะ คือลูกชิ้นใส่สารเรืองแสงสารฟอกขาวเพื่อให้ลูกชิ้นขาวน่ากิน แต่อันตรายมากเลยไม่ต้องเชื่อก็ได้ค่ะ แต่อยากให้ลองทดสอบดู สารเรืองแสงหากมนุษย์บริโภคเข้าไป จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรค และยังเป็นตัวเร่งกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเติบโตเร็วขึ้นรวดเร็ว ก็ลองเชิญมาท้าพิสูจน์ดูก็ดีค่ะ แต่ก็อาจทำให้ต้องอดกินลูกชิ้นร้านนี้อีกก็ได้
ปัญหาเด็กติดเกมส์ แล้วไม่ยอมไปเรียนหนังสือ ปัญหาระดับชาติ
ดิฉันมีประสพการณ์ ที่ลูกตัวเอง ติดเกมส์ ไม่ยอมไปเรียนหนังสือ หลังจากประสพปัญหา จึงได้ศึกษา สอบถามเพื่อน ญาติ คนรู้จัก จึงทราบว่า แทบทุกคนจะประสพปัญหาเรื่องลูกติดเกมส์ จากที่ศึกษาเอง และ ถามจิตแพทย์ รวมถึงคนมีประสพการณ์ ขอสรุป พฤติกรรม ของเด็กติดเกมส์ ได้ดังนี้
เด็กจะเริ่มมีปัญหามากเมื่อเรียน ม .1-3 เพราะ เริ่มเป็น วัยรุ่น มีความคิดเป็นของตนเอง ฮอโมน ในตัวเองเปลี่ยนแปลง ร่างกายเปลี่ยนแปลงจะเป็นผุ้ใหญ่
เด็ก จะชอบอยู่คนเดียว เก็บตัว พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงจาก ที่เป็นเด็กน่ารัก ว่านอนชอบง่าย จะก้าวร้าว ไม่ค่อยยาก จะพูดจากับพ่อ แม่ ญาติพี่น้อง
วันๆ เอาแต่ เล่นเกมส์ ที่รุนแรง
ไม่สนใจเรียน ไม่ทำการบ้าน ไม่ทำงานที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งเป็นปัญหา หลักที่ทำให้ไม่ยอมไปเรียนหนังสือ
หมอจิตวิทยา เขาว่า เด็กที่ติดเกมส์ มากๆ ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมั่นใจตนเอง รู้สึกว่า ตนเองจะแพ้ อยู่เรื่อยไปในชีวิตจริง จึงจะพยายามเอาชนะ ในเกมส์ที่เล่น แต่สุดท้ายจะทำให้อนาคต ดับวูบ เพราะ มีหลายคน ออกจากโรงเรียน เนื่องจาก สอบตก หรือถูกให้ออก หลายคนกลับตัวได้แต่ต้องเสียเวลาเรียนซ้ำชั้น
มีคนแนะนำวิธี ป้องกันแก้ไข ดังนี้
เอาใจใส่ ลูกที่กำลังจะเป็นวัยรุ่นมาก ให้ความรัก ให้เวลามาก Sh Al La Fo Am อย่าบังคับ อธิบายด้วยเหตุผลเพราะ เขาโตแล้ว เขาจะเชื่อเพื่อนมากกว่าเรา
หมั่น ตรวจงาน การบ้าน แบบ อ้อมๆ อย่าให้เขารู้ตัว เพื่อมั่นใจว่า เขา ยังทำการบ้านงานที่ได้มอบหมายจากครู เป็นปกติ ถ้า ไม่ทำ จะเป็นต้นเหตุของปัญหา ไม่ยอมไปโรงเรียน ต้องตรวจสอบผลการสอบด้วย ถ้าตกต่ำผิดปกติ ต้องหาสาเหตุ อาจจะเกิดจากการติดเกมส์จนไม่สนใจเรียน ต้องรีบแก้ไข
ให้เล่นเกมส์เป็นเวลา อย่า บังคับโดยไม่ให้เล่น เพราะ จะถูกต่อต้าน
สอบถามปัญหา ต่างๆ ว่า มีปัญหาอะไรไหม บอกเขาว่าพ่อแม่ ช่วยได้นะ
พยายามร่วมกิจกรรมกับโรงเรียน โทรหา ครู ประจำชั้น สอบถามความก้าวหน้า ปัญหาของลูกเรา ถ้ามีปัญหา เพื่อนแกล้ง กลัวครูบางคน ส่งงานไม่ทัน ไม่สุงสิงกับเพื่อน ต้องแก้ไขด่วน
ถ้ามีปัญหา ควร ไปปรึกษา ครูประจำชั้น ครูแนะแนว มีปัญหามาก ต้องหาไปปรึกษาจิตแพทย์ หา ปมปัญหา เพราะ ถ้าปล่อยไว้ เด็กจะมีปัญหามาก บางคน ทำร้าย พ่อแม่ พี่น้อง ญาติหรือ บุคคลอื่น ได้
มีหลายคนแนะนำการแก้ปัญหาที่ได้ผลอาทิ
ให้พักการเรียน หางานประจำที่ลำบากให้ทำ เด็กจะเรียนรู้จากชีวิตจริงและอยากกลับไปเรียน และเล่นเกมส์น้อยลง
หางานอดิเรก ให้ทำ เช่น เลี้ยงสัตว์ ปลุกต้นไม้ เขาจะเล่นเกมสืน้อยลง
พาไปวัดทำสมาธิ ซึ่งดีมาก เด็กจะมีสมาธิในการเรียน อาจเลิกเล่นเกมส์เลย
ใคร มีประสพการณ์ ปัญหา วิธีแก้ ช่วย แนะนำ ด้วยนะคะ ปัญหา เด็กติดเกมส์ไม่ไปเรียนหนังสือ เป็นปัญหา ใหญ่ ที่ทำให้พ่อแม่ ทุกข์ ทรมานมาก เป็นปัญหาระดับชาติเพราะ ประเทศเราต้องสูญเสีย เยาวชน ที่จะเป็นกำลังของชาติ ในอนาคต
ระมัดระวังในการเล่นกับสุนัข
เป็นสิ่งที่หญิงตั้งครรภ์ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษสำหรับการเล่น หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันกับน้องหมา เพราะหญิงตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านสรีระ การเคลื่อนไหวที่ช้าลง เดินไม่สะดวกและคล่องตัวเหมือนก่อน จึงมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ในขณะที่เล่นกับน้องหมาได้ง่าย ...
ทุกครั้งที่หญิงตั้งครรภ์จะเล่นกับน้องหมา จึงจำเป็นที่จะต้องประเมินความเสี่ยง และระมัดระวังในการเล่นกับน้องหมาเพราะน้องหมาบางสายพันธุ์โดยเฉพาะน้องหมาพันธุ์ใหญ่มักจะชอบแสดงความรัก ความดีใจด้วยการกระโดดใส่เจ้าของ ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้เป็นอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์ ที่มีการทรงตัวและการเคลื่อนไหวที่ไม่ดีเหมือนคนปกติ หากน้องหมากระโจนเข้าใส่ เพราะอยากเล่นด้วย ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มจนกระทบกระเทือนไปถึงลูกน้อยในท้องได้ค่ะ
ฉะนั้น ทางที่ดีผู้เลี้ยงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ก็ควรหลีกเลี่ยงการทำให้น้องหมาตื่นเต้น โดยหลีกเลี่ยงการใช้เสียงแหลมสูงที่ชวนให้น้องหมาตื่นตัว หรือเล่นแรง ๆ กับน้องหมา และต้องคอยห้ามทุกครั้งที่น้องหมาพยายามที่จะวิ่งเข้าหาหรือพยายามกระโจนใส่ ด้วยการใช้คำสั่งอย่าหยุด ด้วยเสียงโทนต่ำเพื่อบอกกับน้องหมาว่า การวิ่งเข้าหาหรือการจะกระโจนใส่เป็นสิ่งผิดที่ห้ามกระทำ แต่ถ้าหากน้องหมายังมีอาการตื่นเต้นอยู่ ก็ให้ผู้เลี้ยงเดินหลบ ทำเป็นไม่สนใจ ไม่มอง ไม่พูด ไม่สบตา และรอจนกว่าน้องหมาจะสงบหรือนั่งเรียบร้อย แล้วจึงค่อยเข้าไปหา ทักทายน้องหมาแบบเงียบ ๆ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือ ลูบตัวลูบหัวน้องหมาพอประมาณ พร้อมกับพูดชื่นชมน้องหมาว่าทำดีแล้วเก่งมาก การทำแบบนี้จะทำให้น้องหมาเข้าใจว่า การสงบนิ่ง หรือนั่งเรียบร้อยเท่านั้น ที่จะสามารถเรียกร้องความสนใจจากเราได้นั่นเองค่ะ
ส่วนสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เลี้ยงสุนัขสายพันธุ์เล็ก เช่น ชิวาวา ปอมเมอเรเนียน พูเดิ้ล ยอร์คเชียร์เทอร์เรีย ฯลฯ นั้น To Br Tu An Bu Ko Ve Ro Al Ca Do Ni Re Mc Na Al Wi L L L Fr Me Gu L L Sk Sh Dk Sk Fr Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Be Ma Mi Vi Na Tr Tr Te Ma No Th Cu Or Pa Si Fi Bo Da Br Wu Wu Fr Ip Ip Ji Wo Wo Bu Ma Bo Do Iv Va Br Di สามารถพาน้องหมาไปเดินเล่นออกกำลังกายได้ไม่เป็นอันตราย แต่ก็ควรระมัดระวังไม่ให้น้องหมาเลียหน้า ปาก หรือมือ และขอเน้นย้ำว่า หญิงตั้งครรภ์ควรหมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่จับหรือสัมผัสตัวน้องหมา และล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารเพื่อป้องกันเชื้อโรคที่อาจเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ค่ะ
ดูแลน้องหมาให้มีสุขภาพดี
นอกจากที่หญิงตั้งครรภ์จะต้องดูแลสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลาแล้ว การดูแลน้องหมาให้มีสุขภาพดีก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ... โดยผู้เลี้ยงควรพาน้องหมาไปตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามโปรแกรมสุขภาพ และหมั่นพาน้องหมาไปตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์เป็นประจำ อย่างน้อยทุก 6 เดือน เพราะว่าการพาน้องหมาไปตรวจสุขภาพจะช่วยทำให้ผู้เลี้ยงรู้ถึงแนวโน้ม หรือความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลดีที่ทำให้ผู้เลี้ยงสามารถเตรียมรับมือ และรักษาน้องหมาได้อย่างทันท่วงทีหากตรวจพบโรคต่าง ๆ และที่สำคัญคือจะช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้น้องหมาเป็นพาหะนําเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น โรคพิษสุนัขบ้า , โรคพยาธิท็อกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis) ที่มักพบอยู่ในอุจจาระของสุนัขและแมว ที่อาจติดต่อมาสู่ผู้เลี้ยงที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งจะส่งผลให้ทารกพิการ แท้งหรือเสียชิวิตได้
นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงยังควรดูแลในเรื่องอาหารการกินสำหรับน้องหมา โดยควรเลือกให้อาหารที่มีคุณภาพ เลือกให้อาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ดสำหรับสุนัขให้กับน้องหมาจะดีที่สุด เพราะมีคุณค่าสารอาหารครบถ้วนเหมาะกับน้องหมา Ko Bo Sh Co Sh Le Wi Da Mi Bc Da Da Bo So We Ke Ch Bc Mi Ta La La Ch La Gu Fr Sk Ic Me Me Oa Ga Ar Go Gi Se Go Tr Al Am Am Fo Fo M M Ly Em An Tr Ni Ba Ro Fr Ro Ur An La Cl Sa Le Tr Tr Ba Nu Pe Ba Mi Mi Bo Ho Ju Tr St ควรหลีกเลี่ยงการให้สุนัขกินอาหารเปียก อาหารของคน หรืออาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ดิบ (BARF) เพราะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้อาหารเน่าเสีย ที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวและอาเจียนในน้องหมา ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ได้ค่ะ
ทีนี้เราก็ได้รู้กันแล้วนะคะว่า หญิงตั้งครรภ์นั้นสามารถเลี้ยงน้องหมาได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป เพียงแต่ต้องรักษาเรื่องความสะอาด และเลี้ยงน้องหมาอย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้นั่นเองค่ะ และในสัปดาห์หน้า คอลัมน์เทคนิคการเลี้ยงการดูแลก็จะมีบทความเกี่ยวกับการเลี้ยงน้องหมาร่วมกับเด็กในแต่ละช่วงวัย ยังไงก็อย่าลืมติดตามกันด้วยนะคะ
ทุกครั้งที่หญิงตั้งครรภ์จะเล่นกับน้องหมา จึงจำเป็นที่จะต้องประเมินความเสี่ยง และระมัดระวังในการเล่นกับน้องหมาเพราะน้องหมาบางสายพันธุ์โดยเฉพาะน้องหมาพันธุ์ใหญ่มักจะชอบแสดงความรัก ความดีใจด้วยการกระโดดใส่เจ้าของ ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้เป็นอันตรายต่อหญิงตั้งครรภ์ ที่มีการทรงตัวและการเคลื่อนไหวที่ไม่ดีเหมือนคนปกติ หากน้องหมากระโจนเข้าใส่ เพราะอยากเล่นด้วย ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุหกล้มจนกระทบกระเทือนไปถึงลูกน้อยในท้องได้ค่ะ
ฉะนั้น ทางที่ดีผู้เลี้ยงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ก็ควรหลีกเลี่ยงการทำให้น้องหมาตื่นเต้น โดยหลีกเลี่ยงการใช้เสียงแหลมสูงที่ชวนให้น้องหมาตื่นตัว หรือเล่นแรง ๆ กับน้องหมา และต้องคอยห้ามทุกครั้งที่น้องหมาพยายามที่จะวิ่งเข้าหาหรือพยายามกระโจนใส่ ด้วยการใช้คำสั่งอย่าหยุด ด้วยเสียงโทนต่ำเพื่อบอกกับน้องหมาว่า การวิ่งเข้าหาหรือการจะกระโจนใส่เป็นสิ่งผิดที่ห้ามกระทำ แต่ถ้าหากน้องหมายังมีอาการตื่นเต้นอยู่ ก็ให้ผู้เลี้ยงเดินหลบ ทำเป็นไม่สนใจ ไม่มอง ไม่พูด ไม่สบตา และรอจนกว่าน้องหมาจะสงบหรือนั่งเรียบร้อย แล้วจึงค่อยเข้าไปหา ทักทายน้องหมาแบบเงียบ ๆ ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือ ลูบตัวลูบหัวน้องหมาพอประมาณ พร้อมกับพูดชื่นชมน้องหมาว่าทำดีแล้วเก่งมาก การทำแบบนี้จะทำให้น้องหมาเข้าใจว่า การสงบนิ่ง หรือนั่งเรียบร้อยเท่านั้น ที่จะสามารถเรียกร้องความสนใจจากเราได้นั่นเองค่ะ
ส่วนสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่เลี้ยงสุนัขสายพันธุ์เล็ก เช่น ชิวาวา ปอมเมอเรเนียน พูเดิ้ล ยอร์คเชียร์เทอร์เรีย ฯลฯ นั้น To Br Tu An Bu Ko Ve Ro Al Ca Do Ni Re Mc Na Al Wi L L L Fr Me Gu L L Sk Sh Dk Sk Fr Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Da Be Ma Mi Vi Na Tr Tr Te Ma No Th Cu Or Pa Si Fi Bo Da Br Wu Wu Fr Ip Ip Ji Wo Wo Bu Ma Bo Do Iv Va Br Di สามารถพาน้องหมาไปเดินเล่นออกกำลังกายได้ไม่เป็นอันตราย แต่ก็ควรระมัดระวังไม่ให้น้องหมาเลียหน้า ปาก หรือมือ และขอเน้นย้ำว่า หญิงตั้งครรภ์ควรหมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่จับหรือสัมผัสตัวน้องหมา และล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารเพื่อป้องกันเชื้อโรคที่อาจเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะส่งผลต่อทารกในครรภ์ได้ค่ะ
ดูแลน้องหมาให้มีสุขภาพดี
นอกจากที่หญิงตั้งครรภ์จะต้องดูแลสุขภาพของตัวเองให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลาแล้ว การดูแลน้องหมาให้มีสุขภาพดีก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ... โดยผู้เลี้ยงควรพาน้องหมาไปตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามโปรแกรมสุขภาพ และหมั่นพาน้องหมาไปตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์เป็นประจำ อย่างน้อยทุก 6 เดือน เพราะว่าการพาน้องหมาไปตรวจสุขภาพจะช่วยทำให้ผู้เลี้ยงรู้ถึงแนวโน้ม หรือความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลดีที่ทำให้ผู้เลี้ยงสามารถเตรียมรับมือ และรักษาน้องหมาได้อย่างทันท่วงทีหากตรวจพบโรคต่าง ๆ และที่สำคัญคือจะช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้น้องหมาเป็นพาหะนําเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น โรคพิษสุนัขบ้า , โรคพยาธิท็อกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis) ที่มักพบอยู่ในอุจจาระของสุนัขและแมว ที่อาจติดต่อมาสู่ผู้เลี้ยงที่กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งจะส่งผลให้ทารกพิการ แท้งหรือเสียชิวิตได้
นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงยังควรดูแลในเรื่องอาหารการกินสำหรับน้องหมา โดยควรเลือกให้อาหารที่มีคุณภาพ เลือกให้อาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ดสำหรับสุนัขให้กับน้องหมาจะดีที่สุด เพราะมีคุณค่าสารอาหารครบถ้วนเหมาะกับน้องหมา Ko Bo Sh Co Sh Le Wi Da Mi Bc Da Da Bo So We Ke Ch Bc Mi Ta La La Ch La Gu Fr Sk Ic Me Me Oa Ga Ar Go Gi Se Go Tr Al Am Am Fo Fo M M Ly Em An Tr Ni Ba Ro Fr Ro Ur An La Cl Sa Le Tr Tr Ba Nu Pe Ba Mi Mi Bo Ho Ju Tr St ควรหลีกเลี่ยงการให้สุนัขกินอาหารเปียก อาหารของคน หรืออาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ดิบ (BARF) เพราะมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้อาหารเน่าเสีย ที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวและอาเจียนในน้องหมา ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์ได้ค่ะ
ทีนี้เราก็ได้รู้กันแล้วนะคะว่า หญิงตั้งครรภ์นั้นสามารถเลี้ยงน้องหมาได้เหมือนกับคนปกติทั่วไป เพียงแต่ต้องรักษาเรื่องความสะอาด และเลี้ยงน้องหมาอย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้นั่นเองค่ะ และในสัปดาห์หน้า คอลัมน์เทคนิคการเลี้ยงการดูแลก็จะมีบทความเกี่ยวกับการเลี้ยงน้องหมาร่วมกับเด็กในแต่ละช่วงวัย ยังไงก็อย่าลืมติดตามกันด้วยนะคะ
ระบุ ไม่รักษา ตับจะทำงานผิดปกติส่งผลกระทบทั่วร่างกาย
ปัจจุบันไขมันพอตับกลายเป็นปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตับทำงานผิดปกติและอาจกลายเป็นตับแข็งในที่สุด จากข้อมูลทางคลินิกพบว่าคนอ้วนและผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำมีภาวะไขมันพอกตับสูงถึง 50%1 และ 57.7% ตามลำดับ ส่วนผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไปมีประมาณ 25% เป็นไขมันพอกตับ และสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นคือ ไขมันพอกตับส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ ผู้ป่วยจึงมักจะไม่รู้ตัวหรือไม่ใส่ใจในการรักษา
ไขมันพอกตับคืออะไร...
ไขมันพอกตับใช่ว่าจะมีไขมันพอกอยู่บนตับ หากแต่หมายถึง การสังเคราะห์ไขมันในตับผิดปกติ ทำให้ไขมันโดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ที่แทรกอยู่ในเซลล์ตับมีน้ำหนักเกิน 5% ของตับ ซึ่งจะทำให้ตับทำงานผิดปกติ ตับอักเสบและอาจพัฒนาเป็นตับแข็งในที่สุด ไขมันพอกตับสามารถแบ่งความรุนแรงออกเป็น 3 ระยะ
- ระยะแรก: ไขมันที่แทรกอยู่ในเซลล์ตับมีน้ำหนักประมาณ 5-10% ของตับ
- ระยะกลาง: ไขมันที่แทรกอยู่ในเซลล์ตับที่มีน้ำหนักประมาณ 10-25% ของตับ
- ระยะรุนแรง: ไขมันที่แทรกอยู่ในเซลล์ตับที่มีน้ำหนักเกิน 30% ของตับ
ไขมันพอกตับส่วนใหญ่จะตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปีหรือตรวจอัลตร้าซาวด์เพื่อรักษาโรคอย่างอื่น ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ป่วยไขมันพอกตับในระยะแรกหรือแม้กระทั่งพัฒนาเป็นตับอักเสบหรือตับแข็งแล้ว ส่วนใหญ่ก็ยังไม่แสดงอาการ
ไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุอะไร...
ไขมันพอกตับเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การดื่มสุรา การสังเคราะห์ไขมันของตับผิดปกติ โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ตับอักเสบจากไวรัส การขาดสารอาหาร ผลข้างเคียงจากการใช้ยา การตั้งครรภ์ เป็นต้น
ไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุอะไร...
ผู้ป่วยไขมันพอกตับกว่า 50% ไม่แสดงอาการโดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นไขมันพอกตับระยะแรก แต่ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา ภาวะไขมันพอกตับก็จะรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยอาจมีอาการต่างๆ ดังนี้:
- รู้สึกอึดอัดหรือปวดแน่นบริเวณชายโครงด้านขวา
- เบื่ออาหาร รู้สึกท้องอืดท้องเฟ้อคล้ายอาหารไม่ย่อย
- ท้องผูกหรือท้องเสียเป็นประจำ
- อ่อนเพลียง่าย ไม่มีเรี่ยวแรง
- ในรายที่รุนแรงอาจมีอาการดีซ่าน (ผิวเหลือง และตาเหลือง) หรือคลื่นไส้ อาเจียน
- ตรวจพบค่าเอ็นไซม์ตับ SGPT, SGOT สูงขึ้น (แสดงว่าตับมีการอักเสบ)
- ระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
แต่อย่างไรก็ตาม ระดับความรุนแรงของไขมันพอกตับไม่อาจวัดด้วยระดับความรุนแรงหรือจำนวนมากน้อยของอาการ เนื่องจากบ่อยครั้งไขมันพอกตับจนเป็นตับแข็งแล้วผู้ป่วยก็ยังไม่รู้สึกมีอาการ
ไขมันพอกตับอันตรายเพียงใด
- ทำให้ตับทำงานผิดปกติ
ตับเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในร่างกายและเป็นเสมือนโรงงานเคมีของร่างกายทำหน้าที่สำคัญหลายๆ อย่าง Si Ra Bo Do Ja Tu Sa Wo Sa To St Pa Pa Pa Pa Pa Pa No Br Ch Oa Am Da Tu Mo Bo Mi St Cu Cu Em Di Wu Ni Cu Th La Cu Cu No Ju Go He M Cu Am Am Fo Am Pa Me Me Bu Al Ip Vi Ch Tr Ni Fo Fi Mi Sa Ka Vi Ip We Cu A Sk We Co Fr Ty Wo Sa Fr To เช่น กักเก็บสารอาหารสังเคราะห์โปรตีน โคเลสเตอรอลและวิตามิน ผลิตน้ำดีเพื่อย่อยอาหารประเภทไขมัน ควบคุมการสันดาปของฮอร์โมน ผลิตสารที่นำเกล็ดเลือดไปห้ามเลือดเมื่อผนังหลอดเลือดได้รับบาดเจ็บและกำจัดสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย ฯลฯ เมื่อมีเซลล์ไขมันจำนวนมากแทรกอยู่ในเซลล์ตับจะทำให้โครงสร้างภายในของตับแปรเปลี่ยนไปย่อมจะทำให้ตับทำงานผิดปกติและส่งผลกระทบทั่วทั้งร่างกาย
- ส่งผลกระทบต่อผลการรักษาของโรคเรื้อรังต่างๆ
ไขมันพอกตับใช่ว่าจะเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาเดี่ยวๆ หากแต่เป็นผลพวงของโรคประจำตัวต่างๆ เช่น เบาหวาน ตับขาดสารอาหาร ตับอักเสบจากไวรัส เป็นต้น ผู้ป่วยไขมันพอกตับจึงมักอยู่คู่กับโรคเรื้อรังหลายอย่างเช่น โรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ เกาต์ นิ่วในถุงน้ำดี เป็นต้น ไขมันพอกตับนอกจากไปเพิ่มความรุนแรงของโรคเรื้อรังเหล่านี้แล้ว ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลการรักษาของโรคเรื้อรังเหล่านี้ไม่ดีเท่าที่ควรและยากต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของตับให้กลับสู่ภาวะปกติ
- อาจกลายเป็นตับแข็งในที่สุด
หากไขมันพอกตับไม่มีการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้ ตับอักเสบและกลายเป็นตับแข็งในที่สุด
ยาลดไขมันในเลือดสูงส่งผลกระทบต่อไขมันพอกตับอย่างไร...
โคเลสเตอรอลในร่างกายคนเรา 80% ขึ้นไปสังเคราะห์จากตับ การใช้ยาแผนปัจจุบันเพื่อลดระดับไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดเป็นประจำจะไปกดการทำงานของตับไม่ให้ปล่อยโคเลสเตอรอลเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้ตับสำลักไขมันจนเกิดไขมันพอกตับได้ ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อลดการใช้ยาเป็นอีกวิธีสำคัญวิธีหนึ่งในการป้องกันและบรรเทาภาวะไขมันพอกตับได้
การแพทย์จีนมีวิธีบำบัดอย่างไร...
การแพทย์จีนได้จัดไขมันพอกตับให้อยู่ในกลุ่มโรคของปวดแน่นชายโครง และระบบการย่อยและการดูดซึมอาหารโดยเฉพาะไขมันบกพร่อง ซึ่งมีสาเหตุหลักเกิดจากการรับประทานอาหารหวานๆ มันๆ และแอลกอฮอล์มากเกินไป ทำให้ตับที่ทำหน้าที่ในการระบายพลังชี่ และม้ามที่ทำหน้าที่ในการดูดซึมอาหารผิดปกติ ส่งผลให้เกิดการคั่งของพลังชี่และของเหลวข้น (เสมหะหรือไขมัน) ในตับ ทำให้การไหลเวียนของพลังชี่และเลือดในตับติดขัดจนทำงานผิดปกติ Vo Do Ip Bu Vi To Sa Fr Ra Er Vi Ba Mi Ji So To Bu Br Sh Ma M Ta To La St Ji Ic No Ma Ra La Sp A Ob Lo Un Wi Wi Va Ro Do Sh Ra Al El Re Le El Al Bo Ma Bo Ra Pa Fe Mi Ar No Da G Ip Tu Bo Mi Tr Cu Cu Cu Cu Cu Cu Er โดยเฉพาะการสังเคราะห์โคเลสเตอรอลนานวันเข้าก็จะกลายเป็นไขมันพอกตับในที่สุด
ถึงแม้ว่าพยาธิสภาพของไขมันพอกตับเกิดขึ้นที่ตับแต่จะส่งผลกระทบ
โดยตรงต่อการทำงานของม้าม ถุงน้ำดีและกระเพาะอาหาร การแพทย์จีนจึงนิยมใช้วิธีบำบัดแบบองค์รวมดังนี้:
- ระบายพลังชี่อั้นในตับ ทำให้พลังชี่และเลือดในตับไหลเวียนได้สะดวก ตับจึงกลับมาทำงานได้ปกติรวมทั้ง มีการสังเคราะห์ไขมันในปริมาณที่เหมาะสมด้วย
- ฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของม้าม ทำให้มีการดูดซึมอาหารโดยเฉพาะไขมันได้ดีไม่ให้เกิดการสะสมในตับ
ไขมันพอกตับจึงค่อยๆ ทุเลาลงหรืออาจหายไปในที่สุด..
ไขมันพอกตับคืออะไร...
ไขมันพอกตับใช่ว่าจะมีไขมันพอกอยู่บนตับ หากแต่หมายถึง การสังเคราะห์ไขมันในตับผิดปกติ ทำให้ไขมันโดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ที่แทรกอยู่ในเซลล์ตับมีน้ำหนักเกิน 5% ของตับ ซึ่งจะทำให้ตับทำงานผิดปกติ ตับอักเสบและอาจพัฒนาเป็นตับแข็งในที่สุด ไขมันพอกตับสามารถแบ่งความรุนแรงออกเป็น 3 ระยะ
- ระยะแรก: ไขมันที่แทรกอยู่ในเซลล์ตับมีน้ำหนักประมาณ 5-10% ของตับ
- ระยะกลาง: ไขมันที่แทรกอยู่ในเซลล์ตับที่มีน้ำหนักประมาณ 10-25% ของตับ
- ระยะรุนแรง: ไขมันที่แทรกอยู่ในเซลล์ตับที่มีน้ำหนักเกิน 30% ของตับ
ไขมันพอกตับส่วนใหญ่จะตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพประจำปีหรือตรวจอัลตร้าซาวด์เพื่อรักษาโรคอย่างอื่น ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ป่วยไขมันพอกตับในระยะแรกหรือแม้กระทั่งพัฒนาเป็นตับอักเสบหรือตับแข็งแล้ว ส่วนใหญ่ก็ยังไม่แสดงอาการ
ไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุอะไร...
ไขมันพอกตับเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การดื่มสุรา การสังเคราะห์ไขมันของตับผิดปกติ โรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ตับอักเสบจากไวรัส การขาดสารอาหาร ผลข้างเคียงจากการใช้ยา การตั้งครรภ์ เป็นต้น
ไขมันพอกตับเกิดจากสาเหตุอะไร...
ผู้ป่วยไขมันพอกตับกว่า 50% ไม่แสดงอาการโดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นไขมันพอกตับระยะแรก แต่ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา ภาวะไขมันพอกตับก็จะรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยอาจมีอาการต่างๆ ดังนี้:
- รู้สึกอึดอัดหรือปวดแน่นบริเวณชายโครงด้านขวา
- เบื่ออาหาร รู้สึกท้องอืดท้องเฟ้อคล้ายอาหารไม่ย่อย
- ท้องผูกหรือท้องเสียเป็นประจำ
- อ่อนเพลียง่าย ไม่มีเรี่ยวแรง
- ในรายที่รุนแรงอาจมีอาการดีซ่าน (ผิวเหลือง และตาเหลือง) หรือคลื่นไส้ อาเจียน
- ตรวจพบค่าเอ็นไซม์ตับ SGPT, SGOT สูงขึ้น (แสดงว่าตับมีการอักเสบ)
- ระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
แต่อย่างไรก็ตาม ระดับความรุนแรงของไขมันพอกตับไม่อาจวัดด้วยระดับความรุนแรงหรือจำนวนมากน้อยของอาการ เนื่องจากบ่อยครั้งไขมันพอกตับจนเป็นตับแข็งแล้วผู้ป่วยก็ยังไม่รู้สึกมีอาการ
ไขมันพอกตับอันตรายเพียงใด
- ทำให้ตับทำงานผิดปกติ
ตับเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในร่างกายและเป็นเสมือนโรงงานเคมีของร่างกายทำหน้าที่สำคัญหลายๆ อย่าง Si Ra Bo Do Ja Tu Sa Wo Sa To St Pa Pa Pa Pa Pa Pa No Br Ch Oa Am Da Tu Mo Bo Mi St Cu Cu Em Di Wu Ni Cu Th La Cu Cu No Ju Go He M Cu Am Am Fo Am Pa Me Me Bu Al Ip Vi Ch Tr Ni Fo Fi Mi Sa Ka Vi Ip We Cu A Sk We Co Fr Ty Wo Sa Fr To เช่น กักเก็บสารอาหารสังเคราะห์โปรตีน โคเลสเตอรอลและวิตามิน ผลิตน้ำดีเพื่อย่อยอาหารประเภทไขมัน ควบคุมการสันดาปของฮอร์โมน ผลิตสารที่นำเกล็ดเลือดไปห้ามเลือดเมื่อผนังหลอดเลือดได้รับบาดเจ็บและกำจัดสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย ฯลฯ เมื่อมีเซลล์ไขมันจำนวนมากแทรกอยู่ในเซลล์ตับจะทำให้โครงสร้างภายในของตับแปรเปลี่ยนไปย่อมจะทำให้ตับทำงานผิดปกติและส่งผลกระทบทั่วทั้งร่างกาย
- ส่งผลกระทบต่อผลการรักษาของโรคเรื้อรังต่างๆ
ไขมันพอกตับใช่ว่าจะเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาเดี่ยวๆ หากแต่เป็นผลพวงของโรคประจำตัวต่างๆ เช่น เบาหวาน ตับขาดสารอาหาร ตับอักเสบจากไวรัส เป็นต้น ผู้ป่วยไขมันพอกตับจึงมักอยู่คู่กับโรคเรื้อรังหลายอย่างเช่น โรคอ้วน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ เกาต์ นิ่วในถุงน้ำดี เป็นต้น ไขมันพอกตับนอกจากไปเพิ่มความรุนแรงของโรคเรื้อรังเหล่านี้แล้ว ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลการรักษาของโรคเรื้อรังเหล่านี้ไม่ดีเท่าที่ควรและยากต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของตับให้กลับสู่ภาวะปกติ
- อาจกลายเป็นตับแข็งในที่สุด
หากไขมันพอกตับไม่มีการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้ ตับอักเสบและกลายเป็นตับแข็งในที่สุด
ยาลดไขมันในเลือดสูงส่งผลกระทบต่อไขมันพอกตับอย่างไร...
โคเลสเตอรอลในร่างกายคนเรา 80% ขึ้นไปสังเคราะห์จากตับ การใช้ยาแผนปัจจุบันเพื่อลดระดับไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดเป็นประจำจะไปกดการทำงานของตับไม่ให้ปล่อยโคเลสเตอรอลเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้ตับสำลักไขมันจนเกิดไขมันพอกตับได้ ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคและการออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อลดการใช้ยาเป็นอีกวิธีสำคัญวิธีหนึ่งในการป้องกันและบรรเทาภาวะไขมันพอกตับได้
การแพทย์จีนมีวิธีบำบัดอย่างไร...
การแพทย์จีนได้จัดไขมันพอกตับให้อยู่ในกลุ่มโรคของปวดแน่นชายโครง และระบบการย่อยและการดูดซึมอาหารโดยเฉพาะไขมันบกพร่อง ซึ่งมีสาเหตุหลักเกิดจากการรับประทานอาหารหวานๆ มันๆ และแอลกอฮอล์มากเกินไป ทำให้ตับที่ทำหน้าที่ในการระบายพลังชี่ และม้ามที่ทำหน้าที่ในการดูดซึมอาหารผิดปกติ ส่งผลให้เกิดการคั่งของพลังชี่และของเหลวข้น (เสมหะหรือไขมัน) ในตับ ทำให้การไหลเวียนของพลังชี่และเลือดในตับติดขัดจนทำงานผิดปกติ Vo Do Ip Bu Vi To Sa Fr Ra Er Vi Ba Mi Ji So To Bu Br Sh Ma M Ta To La St Ji Ic No Ma Ra La Sp A Ob Lo Un Wi Wi Va Ro Do Sh Ra Al El Re Le El Al Bo Ma Bo Ra Pa Fe Mi Ar No Da G Ip Tu Bo Mi Tr Cu Cu Cu Cu Cu Cu Er โดยเฉพาะการสังเคราะห์โคเลสเตอรอลนานวันเข้าก็จะกลายเป็นไขมันพอกตับในที่สุด
ถึงแม้ว่าพยาธิสภาพของไขมันพอกตับเกิดขึ้นที่ตับแต่จะส่งผลกระทบ
โดยตรงต่อการทำงานของม้าม ถุงน้ำดีและกระเพาะอาหาร การแพทย์จีนจึงนิยมใช้วิธีบำบัดแบบองค์รวมดังนี้:
- ระบายพลังชี่อั้นในตับ ทำให้พลังชี่และเลือดในตับไหลเวียนได้สะดวก ตับจึงกลับมาทำงานได้ปกติรวมทั้ง มีการสังเคราะห์ไขมันในปริมาณที่เหมาะสมด้วย
- ฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของม้าม ทำให้มีการดูดซึมอาหารโดยเฉพาะไขมันได้ดีไม่ให้เกิดการสะสมในตับ
ไขมันพอกตับจึงค่อยๆ ทุเลาลงหรืออาจหายไปในที่สุด..
รณรงค์ล้างมืออย่างถูกวิธีด้วยสบู่ 7 ขั้นตอน
องค์การสหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 15 ตุลาคมของทุกปีเป็น วันล้างมือโลก หรือ Global Handwashing Day เพื่อรณรงค์ถึงความสำคัญของการล้างมือ
ปัจจุบันโรคติดเชื้อในเด็กและเยาวชนเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกที่แพทย์ทั่วโลกให้ความสำคัญ จากองค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคติดเชื้อเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญของเด็กทั่วโลกกว่า 3.5 ล้านคนต่อปี อาทิ โรคปอดบวมและโรคท้องร่วง
จากสถิติที่น่ากลัวข้างต้นพบว่ามีมากถึง 1.5 ล้านคนที่ต้องเสียชีวิตจากโรคท้องร่วง อันเป็นผลมาจากการขาดสุขอนามัยที่ดี และละเลยการล้างมืออย่างถูกต้องเป็นประจำ ซึ่งมีรายงานว่าการล้างมือด้วยสบู่ก่อนรับประทานอาหาร หรือหลังการใช้ห้องน้ำจะสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้มากกว่าการฉีดวัคซีน หรือการใช้ยารักษา รวมทั้งช่วยลดอัตราการตายจากโรคท้องร่วงได้ร้อยละ 50 และโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจร้อยละ 25
ผลการวิจัยพบกว่าการล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ สามารถช่วยลดการสะสมของเชื้อโรค และเชื้อแบคทีเรียบนฝ่ามือที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ลงได้กว่า 50 เปอร์เซ็นต์
จากสถิติการตายที่น่ากลัวข้างต้น องค์การอนามัยโลกกำหนดให้มีวันล้างมือโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 2008 พร้อมกับเลือกให้ปี ค.ศ. 2008 เป็นปีสากลแห่งการรักษาอนามัย และประเทศไทยร่วมเป็นหนึ่งในประเทศภาคีด้วยเช่นกัน
ในปีนี้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ชมรมควบคุมโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และผลิตภัณฑ์โพรเทคส์ จัดกิจกรรมวันล้างมือโลก 2010 รณรงค์ให้เด็กไทยมือสะอาด เพื่อสุขอนามัยที่ดี ตลอดจนปลูกฝังการสร้างสุขอนามัยที่ดีด้วยการล้างมืออย่างถูกวิธี 7 ขั้นตอน
ข้อมูลจาก นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า จากการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 อย่างหนักในช่วงรอบปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการที่ร่างกายของเราไปสัมผัสเชื้อโรคโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งวิธีการป้องกัน ส่วนหนึ่งมาจากการล้างมือที่สะอาดก่อน เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่า มือเรานั้นจับอะไรมาบ้าง และเชื้อโรคต่างๆ สามารถแพร่กระจายไปได้ทุกที่
เพราะฉะนั้น ก่อนและหลังการรับประทานอาหารควรจะล้างมือก่อน ตามมาตรการป้องกันโรคไข้หวัด 2009 ที่ว่ากินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ เพื่อสุขอนามัยที่ดี และปลอดภัยจากเชื้อโรค
การปลูกฝังเรื่องพฤติกรรมการล้างมือให้เป็นนิสัยสำหรับเด็กๆ นั้นควรเริ่มต้นที่ครอบครัว โดยการที่พ่อแม่ล้างมือให้ลูกๆ เห็นเป็นตัวอย่างอยู่เป็นประจำ จากนั้นก็เป็นที่โรงเรียนควรปลูกฝังสุขนิสัยให้เด็กนักเรียนล้างมือทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร Tr Ja La Mi Vi Ni Ba Da Lo No Ca Vi Fe Ar Ka Pa Hu Al Ba Ju Bu Ma No So Ma Mi Ke Fr La Ni Ka Gu Ge Ba Le Go Ar La Ca Sh Ke Lu To So Ke Bp Hi Na Ka Na Bo Bo Bo Br Br Ga Cu He Ic Sa Ka Ma Do Da Da Ba Ba Ni He No Ba Ma De สำหรับในส่วนของหน่วยงานราชการต่างๆ ก็ได้มีการจัดกิจกรรม เพื่อเป็นการกระตุ้น และส่งเสริมในด้านสุขอนามัยอยู่เป็นประจำ รวมถึงการจัดกิจกรรมรณรงค์วันล้างมือโลก 2010 ขึ้นในปีนี้ ก็นับเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ดี เพื่อร่วมรณรงค์ให้ประชาชนได้คำนึงถึงความปลอดภัยทางสุขอนามัย ด้วยการล้างมือ เพื่อลดการแพร่เชื้อ และเป็นการป้องกันโรคติดเชื้อต่างๆ ที่จะตามมา
ศ.พญ.อุษา ทิสยากร นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ระบุว่า เราทุกคนสัมผัสกับเชื้อโรคอยู่ตลอดเวลา เพราะเชื้อโรคมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง หรือแม้แต่กระทั่งในอากาศที่เราหายใจ โดยเชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายของเราได้ 3 ทางด้วยกัน คือ ทางปากด้วยการกิน ทางจมูกด้วยการหายใจ และทางผิวหนังด้วยการสัมผัส
ซึ่งมือเป็นอวัยวะสำคัญใกล้ตัวที่นำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายเราได้ง่ายที่สุด เมื่อมือเกิดการสะสมของเชื้อโรคจากการหยิบจับสิ่งต่างๆ หรือการไอจาม เมื่อเราไปจับสิ่งของอื่นๆ เชื้อโรคที่อยู่บนฝ่ามือก็สามารถแพร่กระจายไปยังสิ่งของเหล่านั้นได้ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได ปุ่มกดลิฟท์ เป็นต้น
โรคต่างๆ ที่พบบ่อยโดยมีมือเป็นสื่อกลางสำคัญในการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ได้แก่ โรคท้องร่วง โรคไข้หวัด และโรคมือเท้าปาก เป็นต้น นอกจากโรคดังกล่าวแล้วยังมีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคติดเชื้อรุนแรงอาทิเช่น โรคติดเชื้อในกระแสเลือด หรือโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น ดังนั้นเราจึงควรล้างมืออย่างถูกวิธีเป็นประจำจนเป็นนิสัย เพื่อสุขอนามัยที่ดีของครอบครัวและเด็กๆ
ผลการศึกษาพบว่า การล้างมือช่วยลดอัตราการเกิดไข้หวัดได้ร้อยละ 75
จากผลการศึกษามาตรการลดไข้หวัดในโรงเรียนของ รศ. นพ.อนุชา อภิสารธนรักษ์ แพทย์โรคติดเชื้อ หน่วยโรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า เนื่องจากไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่มีการระบาดเป็นประจำทุกปีในโรงเรียน และมีผลกระทบกับนักเรียนในโรงเรียน โดยเฉพาะการระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งสามารถทำให้เกิดโรครุนแรงในกลุ่มเด็กนักเรียนได้
ดังนั้น การหามาตรการควบคุมการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในโรงเรียนจึงมีความสำคัญมาก ทางชมรมฯจึงได้ทำการศึกษา มาตรการลดไข้หวัดในโรงเรียน 3 ประเด็นหลัก คือ (1) มาตรการล้างมือ และปิดปากเวลาไอจาม (2) ส่งจดหมายเวียนให้ผู้ปกครองไม่นำนักเรียนที่ป่วยมาโรงเรียน และ (3) รณรงค์การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี โดยผลการศึกษาพบว่า สามารถลดอัตราการเกิดไข้หวัดได้ร้อยละ 75 ลดอัตราการเกิดท้องเสียได้ร้อยละ 80 และลดอัตราการเกิดโรคมือเท้าปากได้ร้อยละ 25
ดังนั้น เราจึงควรสร้างสุขอนามัยที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนไทย ด้วยการล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ และต้องล้างมือทันทีเมื่อทำกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็น
1. ก่อนเตรียมหรือรับประทานอาหาร 2. หลังเข้าห้องน้ำ 3. หลังใช้มือขยี้จมูก ไอ หรือจาม 4. หลังเล่นกับสัตว์เลี้ยง 5. หลังทิ้งขยะ
ผลการศึกษาพบว่า โรงเรียนกว่า 80% ไม่พร้อมด้านการส่งเสริมสุขภาพของนักเรียน
ขณะเดียวกันคณะกรรมการโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลเลิดสิน โดย ภ.ญ อินทิรา วงศ์อัญมณีกุล และคณะ ยังได้ทำการศึกษาถึงความพร้อม นโยบายของผู้บริหาร เรื่องภาวะสุขภาพ และสุขนิสัยของนักเรียนในโรงเรียน โดยได้ทำการศึกษาในเขตบางรัก จำนวนทั้งสิ้น 26 โรงเรียน เป็นโรงเรียนของกรุงเทพมหานครฯ และโรงเรียนเอกชน พบว่า
มากกว่าร้อยละ 80.54 คิดว่าโรงเรียนยังไม่พร้อมในการส่งเสริมสุขภาพของนักเรียน และเสริมสร้างสุขนิสัยด้านกายภาพ คือ มีห้องน้ำ ก๊อกน้ำ สบู่ล้างมือ รวมทั้งผ้าเช็ดมือที่สะอาด และแห้งเพียงพอ มีเพียง ร้อยละ 18.46 คิดว่า มีห้องน้ำ และก๊อกน้ำล้างมือเพียงพอ
และ ร้อยละ 1.00 ไม่แน่ใจว่ามีห้องน้ำ น้ำ สบู่ และผ้าเช็ดมือที่สะอาด และแห้งเพียงพอ และร้อยละ 100 เห็นด้วย กับโครงการสร้างนิสัย Bi Sa Fr Ke Mi Ko Fr Da Mi Tu Pl Al Al Ma L Gl Tu Te Gu Pe To To To Sk Te Ma Fr Do So Bi Ha Fo An Ei Ei Ba Go Go Gl Ra Do Me Ha So Te Do Ma Go Go To To To Po Ic Ro Ma Ca No El Ka Ji Ar Wi Ma El Ka Ma Ma Ro Ra Lo Br Ch Pa Ra Ad Al และกระตุ้นให้เด็กรักสะอาด มีความรับผิดชอบกับสุขอนามัยของตัวเอง และสังคม เพื่อที่จะไม่ขาดเรียน ลดการเจ็บป่วย และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี และแข็งแรง ต่อไปในอนาคต
เพียงแค่ล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ ก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ ได้แล้ว เราทุกคนจึงควรปลูกฝังและเสริมสร้างสุขอนามัยที่ดีจนเป็นนิสัยแก่ลูกหลาน และเยาวชนด้วยการล้างมือด้วยสบู่อย่างถูกวิธี ซึ่งเป็นวิธีที่เราทุกคนทำได้ง่ายๆ ทุกๆ วัน
ปัจจุบันโรคติดเชื้อในเด็กและเยาวชนเป็นปัญหาสาธารณสุขระดับโลกที่แพทย์ทั่วโลกให้ความสำคัญ จากองค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคติดเชื้อเป็นสาเหตุการตายที่สำคัญของเด็กทั่วโลกกว่า 3.5 ล้านคนต่อปี อาทิ โรคปอดบวมและโรคท้องร่วง
จากสถิติที่น่ากลัวข้างต้นพบว่ามีมากถึง 1.5 ล้านคนที่ต้องเสียชีวิตจากโรคท้องร่วง อันเป็นผลมาจากการขาดสุขอนามัยที่ดี และละเลยการล้างมืออย่างถูกต้องเป็นประจำ ซึ่งมีรายงานว่าการล้างมือด้วยสบู่ก่อนรับประทานอาหาร หรือหลังการใช้ห้องน้ำจะสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้มากกว่าการฉีดวัคซีน หรือการใช้ยารักษา รวมทั้งช่วยลดอัตราการตายจากโรคท้องร่วงได้ร้อยละ 50 และโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจร้อยละ 25
ผลการวิจัยพบกว่าการล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ สามารถช่วยลดการสะสมของเชื้อโรค และเชื้อแบคทีเรียบนฝ่ามือที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ลงได้กว่า 50 เปอร์เซ็นต์
จากสถิติการตายที่น่ากลัวข้างต้น องค์การอนามัยโลกกำหนดให้มีวันล้างมือโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ค.ศ. 2008 พร้อมกับเลือกให้ปี ค.ศ. 2008 เป็นปีสากลแห่งการรักษาอนามัย และประเทศไทยร่วมเป็นหนึ่งในประเทศภาคีด้วยเช่นกัน
ในปีนี้ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ชมรมควบคุมโรคติดเชื้อในโรงพยาบาล มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก และผลิตภัณฑ์โพรเทคส์ จัดกิจกรรมวันล้างมือโลก 2010 รณรงค์ให้เด็กไทยมือสะอาด เพื่อสุขอนามัยที่ดี ตลอดจนปลูกฝังการสร้างสุขอนามัยที่ดีด้วยการล้างมืออย่างถูกวิธี 7 ขั้นตอน
ข้อมูลจาก นพ.สุวัช เซียศิริวัฒนา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า จากการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 อย่างหนักในช่วงรอบปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากการที่ร่างกายของเราไปสัมผัสเชื้อโรคโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งวิธีการป้องกัน ส่วนหนึ่งมาจากการล้างมือที่สะอาดก่อน เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่า มือเรานั้นจับอะไรมาบ้าง และเชื้อโรคต่างๆ สามารถแพร่กระจายไปได้ทุกที่
เพราะฉะนั้น ก่อนและหลังการรับประทานอาหารควรจะล้างมือก่อน ตามมาตรการป้องกันโรคไข้หวัด 2009 ที่ว่ากินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ เพื่อสุขอนามัยที่ดี และปลอดภัยจากเชื้อโรค
การปลูกฝังเรื่องพฤติกรรมการล้างมือให้เป็นนิสัยสำหรับเด็กๆ นั้นควรเริ่มต้นที่ครอบครัว โดยการที่พ่อแม่ล้างมือให้ลูกๆ เห็นเป็นตัวอย่างอยู่เป็นประจำ จากนั้นก็เป็นที่โรงเรียนควรปลูกฝังสุขนิสัยให้เด็กนักเรียนล้างมือทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร Tr Ja La Mi Vi Ni Ba Da Lo No Ca Vi Fe Ar Ka Pa Hu Al Ba Ju Bu Ma No So Ma Mi Ke Fr La Ni Ka Gu Ge Ba Le Go Ar La Ca Sh Ke Lu To So Ke Bp Hi Na Ka Na Bo Bo Bo Br Br Ga Cu He Ic Sa Ka Ma Do Da Da Ba Ba Ni He No Ba Ma De สำหรับในส่วนของหน่วยงานราชการต่างๆ ก็ได้มีการจัดกิจกรรม เพื่อเป็นการกระตุ้น และส่งเสริมในด้านสุขอนามัยอยู่เป็นประจำ รวมถึงการจัดกิจกรรมรณรงค์วันล้างมือโลก 2010 ขึ้นในปีนี้ ก็นับเป็นการประชาสัมพันธ์ที่ดี เพื่อร่วมรณรงค์ให้ประชาชนได้คำนึงถึงความปลอดภัยทางสุขอนามัย ด้วยการล้างมือ เพื่อลดการแพร่เชื้อ และเป็นการป้องกันโรคติดเชื้อต่างๆ ที่จะตามมา
ศ.พญ.อุษา ทิสยากร นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ระบุว่า เราทุกคนสัมผัสกับเชื้อโรคอยู่ตลอดเวลา เพราะเชื้อโรคมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง หรือแม้แต่กระทั่งในอากาศที่เราหายใจ โดยเชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายของเราได้ 3 ทางด้วยกัน คือ ทางปากด้วยการกิน ทางจมูกด้วยการหายใจ และทางผิวหนังด้วยการสัมผัส
ซึ่งมือเป็นอวัยวะสำคัญใกล้ตัวที่นำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายเราได้ง่ายที่สุด เมื่อมือเกิดการสะสมของเชื้อโรคจากการหยิบจับสิ่งต่างๆ หรือการไอจาม เมื่อเราไปจับสิ่งของอื่นๆ เชื้อโรคที่อยู่บนฝ่ามือก็สามารถแพร่กระจายไปยังสิ่งของเหล่านั้นได้ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได ปุ่มกดลิฟท์ เป็นต้น
โรคต่างๆ ที่พบบ่อยโดยมีมือเป็นสื่อกลางสำคัญในการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ได้แก่ โรคท้องร่วง โรคไข้หวัด และโรคมือเท้าปาก เป็นต้น นอกจากโรคดังกล่าวแล้วยังมีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคติดเชื้อรุนแรงอาทิเช่น โรคติดเชื้อในกระแสเลือด หรือโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น ดังนั้นเราจึงควรล้างมืออย่างถูกวิธีเป็นประจำจนเป็นนิสัย เพื่อสุขอนามัยที่ดีของครอบครัวและเด็กๆ
ผลการศึกษาพบว่า การล้างมือช่วยลดอัตราการเกิดไข้หวัดได้ร้อยละ 75
จากผลการศึกษามาตรการลดไข้หวัดในโรงเรียนของ รศ. นพ.อนุชา อภิสารธนรักษ์ แพทย์โรคติดเชื้อ หน่วยโรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า เนื่องจากไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่มีการระบาดเป็นประจำทุกปีในโรงเรียน และมีผลกระทบกับนักเรียนในโรงเรียน โดยเฉพาะการระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งสามารถทำให้เกิดโรครุนแรงในกลุ่มเด็กนักเรียนได้
ดังนั้น การหามาตรการควบคุมการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในโรงเรียนจึงมีความสำคัญมาก ทางชมรมฯจึงได้ทำการศึกษา มาตรการลดไข้หวัดในโรงเรียน 3 ประเด็นหลัก คือ (1) มาตรการล้างมือ และปิดปากเวลาไอจาม (2) ส่งจดหมายเวียนให้ผู้ปกครองไม่นำนักเรียนที่ป่วยมาโรงเรียน และ (3) รณรงค์การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปี โดยผลการศึกษาพบว่า สามารถลดอัตราการเกิดไข้หวัดได้ร้อยละ 75 ลดอัตราการเกิดท้องเสียได้ร้อยละ 80 และลดอัตราการเกิดโรคมือเท้าปากได้ร้อยละ 25
ดังนั้น เราจึงควรสร้างสุขอนามัยที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนไทย ด้วยการล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ และต้องล้างมือทันทีเมื่อทำกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็น
1. ก่อนเตรียมหรือรับประทานอาหาร 2. หลังเข้าห้องน้ำ 3. หลังใช้มือขยี้จมูก ไอ หรือจาม 4. หลังเล่นกับสัตว์เลี้ยง 5. หลังทิ้งขยะ
ผลการศึกษาพบว่า โรงเรียนกว่า 80% ไม่พร้อมด้านการส่งเสริมสุขภาพของนักเรียน
ขณะเดียวกันคณะกรรมการโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลเลิดสิน โดย ภ.ญ อินทิรา วงศ์อัญมณีกุล และคณะ ยังได้ทำการศึกษาถึงความพร้อม นโยบายของผู้บริหาร เรื่องภาวะสุขภาพ และสุขนิสัยของนักเรียนในโรงเรียน โดยได้ทำการศึกษาในเขตบางรัก จำนวนทั้งสิ้น 26 โรงเรียน เป็นโรงเรียนของกรุงเทพมหานครฯ และโรงเรียนเอกชน พบว่า
มากกว่าร้อยละ 80.54 คิดว่าโรงเรียนยังไม่พร้อมในการส่งเสริมสุขภาพของนักเรียน และเสริมสร้างสุขนิสัยด้านกายภาพ คือ มีห้องน้ำ ก๊อกน้ำ สบู่ล้างมือ รวมทั้งผ้าเช็ดมือที่สะอาด และแห้งเพียงพอ มีเพียง ร้อยละ 18.46 คิดว่า มีห้องน้ำ และก๊อกน้ำล้างมือเพียงพอ
และ ร้อยละ 1.00 ไม่แน่ใจว่ามีห้องน้ำ น้ำ สบู่ และผ้าเช็ดมือที่สะอาด และแห้งเพียงพอ และร้อยละ 100 เห็นด้วย กับโครงการสร้างนิสัย Bi Sa Fr Ke Mi Ko Fr Da Mi Tu Pl Al Al Ma L Gl Tu Te Gu Pe To To To Sk Te Ma Fr Do So Bi Ha Fo An Ei Ei Ba Go Go Gl Ra Do Me Ha So Te Do Ma Go Go To To To Po Ic Ro Ma Ca No El Ka Ji Ar Wi Ma El Ka Ma Ma Ro Ra Lo Br Ch Pa Ra Ad Al และกระตุ้นให้เด็กรักสะอาด มีความรับผิดชอบกับสุขอนามัยของตัวเอง และสังคม เพื่อที่จะไม่ขาดเรียน ลดการเจ็บป่วย และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพดี และแข็งแรง ต่อไปในอนาคต
เพียงแค่ล้างมือด้วยสบู่เป็นประจำ ก็ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ ได้แล้ว เราทุกคนจึงควรปลูกฝังและเสริมสร้างสุขอนามัยที่ดีจนเป็นนิสัยแก่ลูกหลาน และเยาวชนด้วยการล้างมือด้วยสบู่อย่างถูกวิธี ซึ่งเป็นวิธีที่เราทุกคนทำได้ง่ายๆ ทุกๆ วัน
ยุผู้สูงวัยให้ฟิต เริ่มออกกำลังเหมือนกับออมทรัพย์ไว้
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์การกีฬา แนะนำบรรดาผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะอยู่ในปูน 40, 50 หรือ 60 ปี ที่ไม่สนใจในการออกกำลังว่าควรจะเริ่มลงมือเสียแต่บัดนี้ เปรียบเหมือนกับการออมทรัพย์ไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณ แม้จะเริ่มต้นช้า แต่ก็ยังให้ดอกผลอย่างงดงาม
แพทย์แอนเจลา สมิธ อดีตคณบดีวิทยาลัยเวชศาสตร์การกีฬาอเมริกัน กล่าวว่า ถึงแม้ผู้ที่ยังไม่เคยทำเลย ก็ไม่ใช่ว่าจะสายเกินไป ยังสามารถไล่ตามความสมบูรณ์เข้มแข็ง ความแข็งแรงของกระดูก และความคล่องแคล่วว่องไว อันเป็นผลจากการออกกำลังแบบแอโรบิกได้ทัน ทั้งยังได้พบจากการศึกษาว่าแม้แต่ผู้ที่มีวัย 80-90 ปี ก็ยังสามารถเพาะกายให้แข็งแรงขึ้นอีกเท่าตัว โดยการเล่นลูกเหล็ก
หมอสมิธยังบอกเสริมว่า มีหลักฐานแสดงอย่างชัดแจ้งว่าแม้แต่ผู้เป็นโรคข้ออักเสบ หากแข็งแรงขึ้นก็จะปวดน้อยลง และผู้ที่มีความแข็งแรงสมบูรณ์ก็จะไม่ค่อยเป็นโรคมะเร็งด้วย
หมอยังชี้ว่า ต่อให้เคยเป็นนักกีฬาสมัยเป็นนักเรียน แต่ถ้าปล่อยตัวเองให้นั่งๆนอนๆ เมื่อล่วงเข้าวัยชรา ก็อย่าไปหวังว่าบุญเก่าจะช่วย บุญเก่าที่ทำไว้จะไม่เหลือ หลออยู่อีก Gi Mi Ip Mi Ga Ga Mu Ga Em Bu Fo Ju Ka Ch Un Ka Or Fo Fo Na No Sh No Ka Go A To Fl No Or Ba Ti Le Ad To St Ma Mi Na Fo Di Ac Vi Ma Ki Tr Ma Tr Ip Fe Ra Mi Mi Bp Sa Sa Ka Ca He Dk Sp Te Mi Bo Di Co Rv Ca To G Te Eu Pa Er หากปล่อยตัวแบบนั้น ความอัศจรรย์ความแข็งแกร่งของกระดูกสมัยตอนอายุ 20 ปี จะหดหายไปอย่างรวดเร็ว หากว่ายังไม่ทำตัวให้กระฉับกระเฉงอยู่ คนวัย 40, 50 และ 60 ปี สามารถจะออกกำลังอย่างว่ายน้ำ เล่นน้ำหนัก และโยคะได้อย่างสบาย.
ควรดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาวอย่างไร
การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าสุขภาพดีจะลดโอกาสการเจ็บป่วยลง โดยทั่วไปควรปฏิบัติ ดังนี้
1. รักษา สุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพียงพอและครบหมู่ ดื่มน้ำมาก ๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอไม่ตรากตรำทำงานหนักจนเกินไป
2. อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ไม่เข้าไปในที่แออัดโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
3. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และยาเสพติดต่าง ๆ เนื่องจากอาจทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรม มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
4. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดอยู่ และไม่ควรใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน
5. ล้างมือบ่อย ๆ เนื่องจากอาจไปสัมผัสเชื้อโรคที่อยู่ตามสิ่งของต่าง ๆ เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู แก้วน้ำ เป็นต้น แล้วเผลอไปสัมผัสบริเวณหน้าได้ โดยล้างมือด้วยสบู่ธรรมดา 15-20 วินาที หรือใช้น้ำยาล้างมืออื่น ๆ
6. รักษาร่างกายให้อบอุ่นในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ในที่ที่หนาวมากควรสวมหมวกเพื่อลดการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกาย
7. หากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรมีผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอจาม ไม่คลุกคลีกับผู้อื่นและหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
8. สำหรับปัญหาเรื่องผิวหนัง เราควรให้ร่างกายอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ถ้าอากาศหนาวมาก ไม่อาบน้ำนาน ๆ ในที่ที่หนาวมาก Te Te La Sh Ad Al Mo Te Ka Te Sa He Te Ke Ke Ki To Th Pa St To Oa Ju St Tr To Al Bo Ja Cu Tu Fo Vi Mz Lo St Jo Ka St Sa Te Ro Sa Co Fr Ol Au To We Te Bp La Br Ho Ho Hi Cr Br Fr He Hu Da Fi Ip Bi Ka Tu Bp No La Br Br Ma Am La Tr อาจไม่ต้องอาบน้ำวันละสองครั้งเหมือนฤดูอื่น หลังอาบน้ำควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิว หลังจากเช็ดตัวหมาด ๆ ในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ควรทาด้วยลิปสติกมันและไม่ควรเลียริมฝีปากบ่อย ๆ
ทุกคนจึงควรหมั่นคอยดูแลสุขภาพให้ดีตลอดเวลาเพราะจะเป็นการป้องกันโรคที่คุ้มค่าที่สุด และไม่มีใครรู้ว่าความเจ็บป่วยจะเกิดขึ้นกับตัวเราเมื่อไหร่ หากเมื่อเราป่วยอาจเป็นมากกว่าคนที่มีพื้นฐานสุขภาพที่ดี สำหรับผู้ที่อายุยังไม่มาก ก็ควรดูแลสุขภาพให้ดีเช่นเดียวกัน เพราะสุขภาพที่ดีในตอนอายุยังน้อยจะเป็นเกราะป้องกันโรคตอนอายุมากขึ้น
แพทย์แอนเจลา สมิธ อดีตคณบดีวิทยาลัยเวชศาสตร์การกีฬาอเมริกัน กล่าวว่า ถึงแม้ผู้ที่ยังไม่เคยทำเลย ก็ไม่ใช่ว่าจะสายเกินไป ยังสามารถไล่ตามความสมบูรณ์เข้มแข็ง ความแข็งแรงของกระดูก และความคล่องแคล่วว่องไว อันเป็นผลจากการออกกำลังแบบแอโรบิกได้ทัน ทั้งยังได้พบจากการศึกษาว่าแม้แต่ผู้ที่มีวัย 80-90 ปี ก็ยังสามารถเพาะกายให้แข็งแรงขึ้นอีกเท่าตัว โดยการเล่นลูกเหล็ก
หมอสมิธยังบอกเสริมว่า มีหลักฐานแสดงอย่างชัดแจ้งว่าแม้แต่ผู้เป็นโรคข้ออักเสบ หากแข็งแรงขึ้นก็จะปวดน้อยลง และผู้ที่มีความแข็งแรงสมบูรณ์ก็จะไม่ค่อยเป็นโรคมะเร็งด้วย
หมอยังชี้ว่า ต่อให้เคยเป็นนักกีฬาสมัยเป็นนักเรียน แต่ถ้าปล่อยตัวเองให้นั่งๆนอนๆ เมื่อล่วงเข้าวัยชรา ก็อย่าไปหวังว่าบุญเก่าจะช่วย บุญเก่าที่ทำไว้จะไม่เหลือ หลออยู่อีก Gi Mi Ip Mi Ga Ga Mu Ga Em Bu Fo Ju Ka Ch Un Ka Or Fo Fo Na No Sh No Ka Go A To Fl No Or Ba Ti Le Ad To St Ma Mi Na Fo Di Ac Vi Ma Ki Tr Ma Tr Ip Fe Ra Mi Mi Bp Sa Sa Ka Ca He Dk Sp Te Mi Bo Di Co Rv Ca To G Te Eu Pa Er หากปล่อยตัวแบบนั้น ความอัศจรรย์ความแข็งแกร่งของกระดูกสมัยตอนอายุ 20 ปี จะหดหายไปอย่างรวดเร็ว หากว่ายังไม่ทำตัวให้กระฉับกระเฉงอยู่ คนวัย 40, 50 และ 60 ปี สามารถจะออกกำลังอย่างว่ายน้ำ เล่นน้ำหนัก และโยคะได้อย่างสบาย.
ควรดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาวอย่างไร
การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าสุขภาพดีจะลดโอกาสการเจ็บป่วยลง โดยทั่วไปควรปฏิบัติ ดังนี้
1. รักษา สุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพียงพอและครบหมู่ ดื่มน้ำมาก ๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอไม่ตรากตรำทำงานหนักจนเกินไป
2. อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ไม่เข้าไปในที่แออัดโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
3. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และยาเสพติดต่าง ๆ เนื่องจากอาจทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรม มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
4. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดอยู่ และไม่ควรใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน
5. ล้างมือบ่อย ๆ เนื่องจากอาจไปสัมผัสเชื้อโรคที่อยู่ตามสิ่งของต่าง ๆ เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู แก้วน้ำ เป็นต้น แล้วเผลอไปสัมผัสบริเวณหน้าได้ โดยล้างมือด้วยสบู่ธรรมดา 15-20 วินาที หรือใช้น้ำยาล้างมืออื่น ๆ
6. รักษาร่างกายให้อบอุ่นในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ในที่ที่หนาวมากควรสวมหมวกเพื่อลดการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกาย
7. หากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรมีผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอจาม ไม่คลุกคลีกับผู้อื่นและหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
8. สำหรับปัญหาเรื่องผิวหนัง เราควรให้ร่างกายอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ถ้าอากาศหนาวมาก ไม่อาบน้ำนาน ๆ ในที่ที่หนาวมาก Te Te La Sh Ad Al Mo Te Ka Te Sa He Te Ke Ke Ki To Th Pa St To Oa Ju St Tr To Al Bo Ja Cu Tu Fo Vi Mz Lo St Jo Ka St Sa Te Ro Sa Co Fr Ol Au To We Te Bp La Br Ho Ho Hi Cr Br Fr He Hu Da Fi Ip Bi Ka Tu Bp No La Br Br Ma Am La Tr อาจไม่ต้องอาบน้ำวันละสองครั้งเหมือนฤดูอื่น หลังอาบน้ำควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิว หลังจากเช็ดตัวหมาด ๆ ในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ควรทาด้วยลิปสติกมันและไม่ควรเลียริมฝีปากบ่อย ๆ
ทุกคนจึงควรหมั่นคอยดูแลสุขภาพให้ดีตลอดเวลาเพราะจะเป็นการป้องกันโรคที่คุ้มค่าที่สุด และไม่มีใครรู้ว่าความเจ็บป่วยจะเกิดขึ้นกับตัวเราเมื่อไหร่ หากเมื่อเราป่วยอาจเป็นมากกว่าคนที่มีพื้นฐานสุขภาพที่ดี สำหรับผู้ที่อายุยังไม่มาก ก็ควรดูแลสุขภาพให้ดีเช่นเดียวกัน เพราะสุขภาพที่ดีในตอนอายุยังน้อยจะเป็นเกราะป้องกันโรคตอนอายุมากขึ้น
Subscribe to:
Posts (Atom)